บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ย้อนดู ข้อมูลของ ป้า เสลา ที่ติดตามกรณี ไทย-กัมพูชา เรื่องเขาพระวิหารมาตลอด 2



ป้าเสลายังมีความพยายาม
หากลอนของ มรว.เสนีย์  ปราโมช
ที่คุณไทยเลดี้สนใจ
วันนี้เจอบทกลอนของ อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์
และข้อความสำคัญๆของหลายท่าน
จึงนำมาฝากให้อ่านพลางๆก่อน

สำหรับบทกลอนของ ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ ปราโมช
ท่านได้เขียนด่าเขมรอย่างรุนแรง
ว่าเขมรเป็นโคตรเนรคุณ...
ก่อนศาลจะตัดสินคดีเขาพระวิหาร 2 ปี เศษ

แม้จะอ่าน ณ วันนี้ใจความก็ยังกินใจ ไม่ตกยุค




ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช




สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่
ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงเกี่ยงมานาน
ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน

กะลาครอบมานานโบราณว่า
พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน
ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป

อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
เห็นใครหย่อนอ่านความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย
ด้วยเห็นใจยังเยาว์เบาความคิด

เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู
ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอดฑูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร
แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี

ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดิ้อ
เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนพี่น้อง
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี
ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน

หากไทยจะลำเลิกบ้างอ้างขอบเขต
เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน
องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา ?

เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง
ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา
สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง

ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว
จัดตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง
ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา

ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรณ์
ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา
เพราะทรงพระกรุณาประทานไป

มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ
ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้
อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย


ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารรณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒



*****************



ขอบคุณคุณ "คนไทยรักชาติ"
โพสท์เมื่อ 01/31/2008 ใน /www.palm-plaza.cc/
และมีความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า



"ทุกท่านได้อ่านแล้วรู้สึกกันอย่างไรบ้าง
ผมเชื่อว่าความรู้สึกของทุกท่านก็จะเหมือนกับคนไทยทุกคน
ที่รักและเถิดทูนเกียรติและศักดิ์ของชาติไทย

ผมมีอีกคำพูดหนึ่งของ ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ ปราโมช

      "...นักองค์สีหนุนี่ท่านก็เหมือนกับนักองค์เขมรอื่นๆ
ในอดีตที่ไทยเราเคยลองเลี้ยงมาแล้วละครับ
คือว่าเหมือนกันในข้อที่ว่าเลี้ยงเท่าไรก็ไม่เชื่อง
มักจะมีอะไรไขว้ๆ เขวๆ ไปในตอนท้าย
แล้วก็หันมาแว้งเอาคนที่เคยอุปการะเลี้ยงดูเข้าทุกที
ถ้าท่านผู้ฟังจะไปดูประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับเขมร
เรื่องนักองค์อิน นักองค์จัน และนักองค์อื่นๆ อีกมากมาย
ก็จะเห็นได้ว่ามันก็มีชอบกลๆ อยู่อย่างนี้แหละ
คิดว่าไทยเราก็มักจะผิดหวังทุกที
เลี้ยงเจ้าเขมรทีไรก็ลำบากตัวไปบ้าง..."


ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
๑๐ มีนาคม ๒๕๐๕ ก่อนศาลพิพากษา
รายการวิทยุ "เพื่อนนอน"





เท่าที่ทราบ มรว.เสนีย์  ปราโมช ท่านก็มีความสามารถในการเขียนโคลง กลอน
และแต่งเพลงอีกต่างหาก

สำหรับกลอนของ อ.หม่อมคึกฤทธิ์ ที่ยกมา
ป้าเสลาไม่ได้ตรวจทาน
พบว่าพิมพ์ผิดหลายจุด
จึงขอแก้ไขและยกมาวางให้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง



สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่
ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงเกี่ยงมานาน
ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน

กะลาครอบมานานโบราณว่า
พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน
ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป

อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
เห็นใครหย่อนอ่านความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย
ด้วยเห็นใจยังเยาว์เบาความคิด

เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู
ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอดฑูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร
แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี

ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ
เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนพี่น้อง
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี
ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน

หากไทยจะลำเลิกบ้างอ้างขอบเขต
เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน
องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา ?

เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง
ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา
สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง

ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว
จัดตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง
ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา

ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์
ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา
เพราะทรงพระกรุณาประทานไป

มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ
ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้
อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย


ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารรณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒





ยื่นยูเนสโกค้านการขึ้นทะเบียน'เขาพระวิหาร'
24 มิถุนายน 2551 นี้


ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
และน.ส.วิมลพรรณ ปีตะวัชชัย ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าว
นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทสไทย พร้อมคณะ
เข้ายื่นจดหมายต่อตัวแทนองค์การยูเนสโก ถ.สุขุมวิท ใกล้ท้องฟ้าจำลอง
คัดค้านการนำปราสาทพระวิหารขึ้นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว


ทั้งนี้ มีผู้ร่วมลงนามในจดหมายกว่า 300 คน
ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีชื่อเสียง อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอัศศิริ ธรรมโชติ
นักเขียนรางวัลซีไรต์ คุณหญิงจำนงศรี-ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย
นายอดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก
ท่านผู้หญิงวรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
พ.อ.(หญิง)คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์  แก้วกาญจน์ ฯลฯ


ม.ร.ว.ปรียานันทนา กล่าวว่า
นายนพดลการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนอย่างเร่งด่วน
อย่างไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงน่าสงสัยว่าทำเพื่อใคร

และต่อมานายนพดลระบุว่าจะขอมติเร่งด่วนจากครม.
เพื่อเสนอสระตราวและบันไดประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วยเช่นกัน
แต่การขึ้นทะเบียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับมติครม.
แต่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนคณะกรรมการมรดกโลก
ดังนั้นไม่ควรให้ข้อมูลที่สับสนต่อประชาชน


'วิธีเดียวที่จะกอบกู้สถานการณ์ขณะนี้ได้
รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศต้องทบทวนนโยบาย
ด้วยการระงับและถอนแถลงการณ์ร่วมการจดทะเบียนประสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว
หากไม่ทำก็ต้องดำเนินการคัดค้านต่อคณะกรรมการมรดกโลก
เพื่อชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวไว้ก่อน
เพื่อให้ไทยมีเวลาเตรียมข้อมูลทางวิชาการ
และยื่นขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา'

ม.ร.ว.ปรียนันทนา กล่าว



พรุ่งนี้ 24 มิ.ย.
ตัวแทนพันธมิตรจำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ
นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ นายนคร ชมพูชาติ ฐานะทนายความ
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. และนายสุริยะใส กตะศิลาใช้สิทธิในฐานะ
เป็นประชาชนใน จ. ศรีษะเกษ
จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง

เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551
กรณีที่ครม. ให้ความเห็นชอบอนุมัติให้นายนพดล ปัทมะ
รมว. ต่างประเทศลงนามในหนังสือยืนยัน และสนับสนุนประเทศกัมพูชา
ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
ซึ่งเป็นการขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา 190
และเป็นการดำเนินการที่ขัดกับพระราชกฤษฎีการว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ในท้ายคำร้องจะขอให้ศาลเปิดไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครอง
เพื่อไม่ให้ประเทศกัมพูชานำข้อตกลงร่วมดังกล่าว
ไปอ้างในการยื่นจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก













ภาพ panorama แสดงที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหาร


 
มติชน ออนไลน์ นำเสนอภาพประสาทเขาพระวิหาร
ที่เอกสารของกัมพูชาอ้างว่า เป็นอนุสาวรีย์ยุคขอม
ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระวิหาร ซึ่งกำลังเป็นกรณีความขัดแย้งของไทยในขณะนี้
เนื่องจาก รมว.ต่างประเทศของไทยไปสนับสนุนให้เขมรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ประสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในจังหวัดพระวิหาร
ทางตอนเหนือของกัมพูชา ห่างจากกรุงพนมเปญ 400 กิโลเมตร
และห่างจากนครวัดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 140 กิโลเมตร
และอยู่ใกล้ติดพรมแดนกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย
โดยเขาพระวิหารตั้งอยู่ทางใต้สุดของส่วนยื่นบนยอดเขา'พนมดงรัก'ที่สูง 625 เมตร 


๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว ๒๐ กว่าวัน
รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ
เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก
โดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม
     
       นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทย
จะเอาปราสาทพระวิหารกลับคนมาในอนาคตด้วย

รายละเอียดติดตามอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ดังกล่าว
ได้ที่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311



นายสมัคร  สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทย
ไปเยือนกัมพูชาเมื่อ 3 มีนาคม 2008




นายนพดล ปัทมะ รมต.กระทรวงต่างประเทศจับมือกับนาย Sok An
รมต.กัมพูชาที่ สำนักงานใหญ่ UNESCO ที่ ปารีส เมื่อ 22 พค.2008



นอกจากนี้มีความเห็นของผู้ใช้นามว่าคนยูเนสโกให้ไว้
ใน กรณีไทย (โดยการเซ็นยินยอมของ นพดล ปัทมะ)ให้กัมพูชา
เสนอขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหาร ให้เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว
ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
(http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311)

อยากจะยกประเด็นข้อเท็จจริงต่างๆ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการพิจารณามรดกโลกของ UNESCO
มาประกอบการพิจารณาในกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบๆ ปราสาท ดังต่อไปนี้

1. คำพิพากษาศาลโลกเมื่อ มิย 2505 ชี้ว่า
เฉพาะปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา
แต่พื้นที่รอบๆ ปราสาททั้งหมด ซึ่งได้รวมทั้งพื้นที่ทับซ้อน
ที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็อ้างสิทธิ์เป็นของตนเอง
โดยกำหนดเขตแดนประเทศขึ้นมายืนยัน นั้น ศาลโลกไม่ได้ระบุว่าเป็นของใคร

2. การกำหนดโบราณสถานใดๆ ให้เป็นมรดกโลกของ UNESCO นั้น
จะไม่กำหนดเฉพาะตัวตนของโบราณสถานเท่านั้น
แต่จะต้องครอบคลุมพื้นที่โดยรอบเพื่อให้มีการพัฒนาภูมิทัศน์ที่เหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ซากกรุงเก่าอยุธยากำลังจะถูก UNESCO ยกเลิก
ไม่ให้เป็นมรดกโลกเพราะว่าไม่มีการบริหารจัดการ
พื้นที่โดยรอบให้มีภูมิทัศน์ที่เหมาะสม

ดังนั้น จาก 2 ประเด็นข้างต้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่า
ทาง UNESCO จะอนุมัติเฉพาะปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก
จากการที่มีเพียงกัมพูชาเป็นผู้เสนอขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวเท่านั้น
เพราะว่ากัมพูชาไม่สามารถดูแลพัฒนาพื้นที่รอบๆ ปราสาท
ตามที่ UNESCO ต้องการเพราะกัมพูชาจะติดปัญหาในเรื่องเขตแดน
และพื้นที่ทับซ้อนกับไทยนั่นเอง

ข้อสรุป:
1. หากไทยไม่เสนอขึ้นทะเบียนพื้นที่รอบๆ ปราสาทให้เป็นมรดกโลก
พร้อมๆ กับกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหาร
ให้เป็นมรดกโลก ในคราวเดียวกัน เพื่อให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของ UNESCO
ที่จะต้องดูแลรักษาทั้งปราสาทและอาณาบริเวณโดยรอบแล้ว
ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ UNESCO จะอนุมัติมรดกโลก
เฉพาะปราสาทอย่างเดียวตามที่กัมพูชาเสนอมา

ดังนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้องที่ กระทรวงต่างประเทศไทย
จะยินยอมให้กัมพูชาไปเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว
เพราะหมายถึง ไทยได้ยอมรับที่จะให้กัมพูชาเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่
รอบๆ ปราสาทพระวิหารตามแผนที่ซึ่งกัมพูชาเป็นผู้เสนอคนเดียว
เพราะว่ากัมพูชาจะเขียนขอบเขตอาณาบริเวณรอบๆ ปราสาท
ให้เป็นพื้นที่มรดกโลกกว้างขวางยังไงก็ได้ตามที่กัมพูชาต้องการ
โดยไทยไม่โต้แย้ง (กล่าวคือ กระทรวง ตปท ไทยยอมหมดเลย)
เนื่องจากกัมพูชาจะต้องเสนอแผนการดูแลพัฒนาพื้นที่รอบปราสาท
ให้ตรงกับกฏเกณฑ์ที่ทาง UNESCO ต้องการ
เพื่อให้ UNESCO ผ่านการรับรองพื้นที่ทั้งหมดเป็นมรดกโลกนั่นเอง

ประการสำคัญ พื้นที่รอบๆ ปราสาทก็จะมีบางส่วนก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน
และเป็นปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดน
และหากกระทรวงต่างประเทศไทยได้ยอมรับให้กัมพูชาเข้ามาบริหาร
จัดการพื้นที่สำคัญแต่เพียงฝ่ายเดียวในตอนนี้
อาจส่งผลกระทบในอนาคตอันใกล้ว่า ทางกัมพูชาก็อาจจะอ้างว่า
ไทยไม่คัดค้านและยินยอมให้กัมพูชาเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกทั้งหมด
ตามที่กัมพูชาได้เสนอไปยัง UNESCO เอง

ฉนั้น พื้นที่รอบๆ ปราสาทจึงควรจะต้องเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ตอนนั้น...นั่นเอง

ประเด็นนี้ จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่ กระทรวงต่างประเทศไทย
จะถูกกล่าวหาว่า การลงนามยินยอมครั้งนี้เป็นผลให้ไทยต้องเสียดินแดน
รอบๆ ปราสาทไปโดยปริยาย เพราะไปลงนามยินยอมให้กัมพูชาเข้ามาดูแลพื้นที่ทั้งหมดเอง


2. เนื่องจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนจะกระทบต่อปัญหาอธิปไตยของทั้ง 2 ฝ่าย
ในทางที่ถูกต้องจึงควรให้ทั้งไทยและกัมพูชาเข้ามารับผิดชอบ
ในการกำหนดอาณาบริเวณที่ชัดเจน
ของพื้นที่ตัวปราสาทและพื้นที่รอบๆ ปราสาททั้งหมด
ที่จะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่มรดกโลกร่วมกัน

และจะต้องมีแผนในการดูแลพัฒนาพื้นที่ของทั้ง 2 ฝ่าย
แต่ละฝ่ายว่าจะมีการดำเนินการในเชิงวิชาการอย่างไรบ้าง
เพราะโบราณสถานเป็นของเก่าแก่ผุพัง
โดยจะต้องชี้แจงต่อสาธารณชน
ของทั้ง 2 ประเทศได้ทราบก่อนในลักษณะ Public Hearing
ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างไรเพื่อทำความเข้าใจ
และขจัดปัญหาใดๆ ก็ตามในเรื่องของอธิปไตยเหนือดินแดน
ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบความรู้สึก


แต่เนื่องจากขณะนี้ ทางกระทรวงต่างประเทศไทย ได้ลงนามยินยอมไปแล้ว
จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ทาง สว. และ สส. และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนหน่วยราชการต่างๆ จะต้องไปยื่นประท้วงที่ UNESCO ไว้ก่อน
เพื่อไม่ให้ UNESCO รับข้อเสนอของกัมพูชาฝ่ายเดียวไปพิจารณาในทันที
เสมือนกับไทยได้ยอมเสียดินแดนให้กัมพูชาไปโดยปริยาย
จากการที่กระทรวงต่างประเทศไทยได้ลงนามยินยอม
ให้กัมพูชาเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่รอบๆ ปราสาทดังกล่าวแล้วข้างต้น


นอกจากนี้ หากกระทรวงต่างประเทศไทยไปขอยกเลิกกับกัมพูชาเอง
ก็ย่อมจะเสียเกียรติภูมิของประเทศเพราะว่าตัวเองคิดไม่รอบคอบ
ซึ่งผู้รับผิดชอบของกระทรวงจะต้องพิจารณาลงโทษตนเองอย่างมาก

3. กระทรวงต่างประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควรจะต้องสอบถามกับ UNESCO ให้ชัดเจนว่า
มีเงื่อนไขอะไรบ้างในการกำหนดอาณาบริเวณรอบๆ โบราณสถาน
ให้เป็นพื้นที่มรดกโลกด้วย

โดย UNESCO ก็จะแจ้งกลับมาว่า พื้นที่มรดกโลกในกรณีนี้
ควรจะมีขนาดกว้างยาวเท่าไรที่เหมาะสม
และครอบคลุมโบราณสถานทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา มีอะไรบ้าง
แล้วทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะได้นำมาเส้นขอบเขตของอาณาบริเวณดังกล่าว
มาเขียนซ้อนทับลงบนแผนที่ภูมิประเทศของทั้ง 2 ประเทศ
ที่มีมาตราส่วนอะไรบ้าง เพื่อเปรียบเทียบกันให้ชัดเจน
เพื่อทั้ง 2 ฝ่าย จะได้พิจารณาร่วมกันว่า
เส้นขอบเขตอาณาบริเวณของมรดกโลกทั้งหมด
จะกระทบกับเส้นเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนตรงไหนบ้าง

แล้วทั้ง 2 ฝ่าย จะวางแผนแก้ไขปัญหาหรือรอมชอมกันอย่างไร
โดยเมื่อมีขอบเขตอาณาบริเวณที่ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันกำหนดได้อย่างชัดเจนแล้ว
แต่ละฝ่ายก็จะต้องกำหนดให้มีแผนการดูแลรักษาของโบราณสถานต่างๆ
ที่อยู่ในพื้นที่ของแต่ละฝ่าย ให้มีความชัดเจน
หลังจากนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย จึงค่อยเสนอขึ้นทะเบียนทั้งปราสาทและพื้นที่รอบๆ
ให้เป็นมรดกโลกกับ UNESCO พร้อมกัน
ซึ่งกระทรวงต่างประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องเร่งกระทำโดยเร่งด่วนเช่นนี้
จนกระทั่งเกิดข้อครหาขึ้นมาว่า
รมต กระทรวงต่างประเทศไทย ต้องเร่งดำเนินการเพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์
ธุรกิจเอกชนต่ออดีตนายกรัฐมนตรี
ที่กำลังจะได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาที่เกาะกง
และพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย






นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ กับ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เมื่อ 14 พค.2008 ในโอกาสที่ไปร่วมพิธี ตัดริบบิ้น
เปิด National Highway - ถนนสาย 48
(Koh Kong-Sre Ambel) ที่เกาะกง







(ข้อมูลและภาพจาก มติชน 24 เดือนมิถุนายน พศ. 2551,
ภาพเพิ่มเติมจาก internet )





เปิดเอกสาร แถลงการณ์ร่วม (Joint Communique)
ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ลงนามกับ นายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกลงนามเป็นพยาน
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 (ค.ศ.2008)
อันเป็นผลมาจากการประชุมหารือเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551


















แถลงการณ์ร่วม

     
       ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2008 มีการประชุมหารือกัน
ระหว่าง นายซก ฮัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และนายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย
เพื่อสืบต่อการหารือระหว่างทั้งสองท่าน
ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก

การประชุมคราวนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโก ในกรุงปารีส
โดยที่มีท่านอื่นๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ นางฟรองซัวส์ ริเวเร (Francoise Riviere)
ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก,
เอกอัครราชทูต ฟรานเซสโก คารูโซ (Francesco Caruso),
นาย อาเซดิโน เบสชอต (Azedino Beschaouch),
นางเปาลา เลออนซินี บาร์โตลี (Paola Leoncini Bartoli)
และนายจิโอวานนี บอคคาร์ดี (Giovanni Boccardi)
     
       การประชุมหารือคราวนี้ดำเนินไปด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน
     
       ระหว่างการประชุมหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
     
       1. ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร
เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา
ณ การประชุมครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก
(นครควิเบก, ประเทศแคนาดา, เดือนกรกฎาคม 2008)
ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1
ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา
และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว
แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท
โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2
     
       2. ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน
ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่า ปราสาทพระวิหารที่จะเสนอ
ขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก ในขั้นนี้
จะไม่ได้รวมพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของปราสาท
     
       3. แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค 1 ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่างๆ
ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear”
ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “บริเวณหลัก” (core zone)
และการแบ่งบริเวณอื่นๆ (zonage) ของปราสาทพระวิหาร
ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย
     
       4. ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วม
เพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC)
เกี่ยวกับพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร
ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น หมายเลข 3 ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค 1 ข้างต้น
แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการจัดทำในลักษณะของ
การประสานร่วมมือกันระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา
และทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐาน
การอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่า
อันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้
แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผน
การบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท
ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre)
ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010
เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก
ในการประชุมครั้งที่ 34 ในปี 2010
     
       5. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้
จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย
ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วม
เพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง
     
       6. ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย
ขอแสดงความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อท่านผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก
ฯพณฯ นายโคอิชิโร มัตสึอุระ สำหรับความช่วยเหลือของท่าน
ในการอำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเพื่อการขึ้นทะเบียน
ปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก
     
       พนมเปญ, 18 มิถุนายน 2008        กรุงเทพฯ, 18 มิถุนายน 2008
     
       ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา  ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรไทย
     
       ฯพณฯ นาย ซก อัน                    ฯพณฯ นายนพดล ปัทมะ
       รองนายกรัฐมนตรี                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
       รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
     
     
ปารีส, 18 มิถุนายน 2008
       ผู้แทนของยูเนสโก







สำหรับคำอธิบายและการแจกแจงเนื้อหาของแถลงการณ์ร่วมข้างต้น
(รวมถึงแผนผังแนบท้าย)

ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา
ชี้ให้เห็นประเด็นบางประการที่ไว้ดังนี้คือ

     
       ข้อที่ 1 ที่ระบุว่า ไทยสนับสนุนการลงทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกครั้งที่ 32
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ณ นครควิเบก ประเทศแคนาดา
โดยการกำหนดเขตรอบดินแดนนั้นระบุตามหมายเลข 1 ในแผนที่
ซึ่งจัดทำโดยกัมพูชา รวมถึงหมายเลข 2
คือ ด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาทก็ถูกรวมเข้าไปในแผนที่ดังกล่าวด้วย
     
       ข้อที่ 2 ที่ระบุว่า เพื่อเห็นแก่ความปรองดอง
กัมพูชาจะยอมรับการเสนอให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
โดยละเว้นการระบุว่าพื้นที่บริเวณด้านเหนือ
และด้านตะวันตกของตัวปราสาทว่าเป็นของใคร
และ ข้อที่ 5 ที่ระบุว่า การลงทะเบียนปราสาทพระวิหาร
ให้เป็นมรดกโลกจะต้องปราศจากการละเมิดสิทธิของกัมพูชาและไทย
ในการกำหนดเขตแดนในการทำงานของคณะทำงานร่วม
The Joint Commission for Land Boundary (JBC) ของทั้งสองประเทศ
ซึ่ง แถลงการณ์ร่วมทั้ง 3 ข้อนั้นบ่งชี้ว่าไทยยอมรับแผนที่ปักปัน
ที่ทางกัมพูชาทำเสนอในขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ในมาตรการส่วน 1:200,000 โดยไม่ได้ยอมรับแผนที่ของฝ่ายไทย
ที่ยึดถือแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505
ซึ่งถือเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

และการที่ไทยยอมรับพื้นที่ตามแผนผัง
จะถือว่าเป็นการยอมรับพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชา
เท่ากับว่าไทยต้องเสียดินแดนที่เป็นปัญหาทับซ้อนกัน
ให้กับกัมพูชาถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร
(อ่านข่าวเพิ่มเติม : นักวิชาการยันไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา 4.6 ตร.กม.)

     
       นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชี้ให้ด้วยเห็นว่า
“แถลงการณ์ร่วม” ฉบับนี้ในทางสากลอาจมีผลเช่นเดียวกัน
กับ “หนังสือสัญญา” ระหว่างรัฐต่อรัฐ
และอาจมีผลทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนอีกด้วย





คณะ กก.มรดกโลกของไทย มีมติให้ไทยเป็นเจ้าภาพร่วม
เสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก






เมื่อ 27 มิ.ย.- คณะกรรมการมรดกโลกของไทย
มีมติในเรื่องปราสาทพระวิหารว่า ต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์
ซึ่งไทยควรจะเป็นเจ้าภาพเสนอขึ้นทะเบียนร่วมเป็นมรดกโลก

นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ
ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก
แถลงภายหลังการประชุมนัดแรกกว่า 3 ชั่วโมง ว่า
ที่ประชุมเชิญกระทรวงการต่างประเทศและกรมแผนที่ทหาร
มาให้ข้อมูลด้านเขตแดน และได้รับการยืนยันว่า
ไทยจะไม่เสียดินแดนในแผนผังที่ทำร่วมกันล่าสุด

เพราะระบุจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น
ซึ่งคณะกรรมการฯ ไม่ได้โต้แย้ง เพราะถือว่าทั้ง 2 หน่วยงานทำหน้าที่ชัดเจน

ขณะเดียวกันยังมีมติว่า
ความสมบูรณ์ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก
ต้องพิจารณาทั้งสภาพทางสถาปัตยกรรมและทางภูมิศาสตร์ประกอบกัน
ซึ่งไทยจะต้องยื่นเสนอเป็นเจ้าภาพร่วมกับกัมพูชา
และเสนอข้อมูลที่เตรียมไปโต้แย้งต่อ
ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่แคนาดาในวันที่ 2-10 กรกฎาคมนี้

แต่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสมาชิก 21 ประเทศ.





ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวพระวิหาร

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 28 มิ.ย. 51
ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
คดีที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ , นายสุริยะใส กตะศิลา
ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กับพวกรวม 9 คนซึ่งเป็นทนายความและนักสิทธิมนุษยชน

ร่วมกันยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ
และ คณะรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1- 2
เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กรณีที่นายนพดล รมว.ต่างประเทศ
ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย -กัมพูชา
พร้อมแผนที่แนบ ลงวันที่ 18 มิ.ย.
ขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก
ที่จะมีการเสนอแถลงการณ์ต่อองค์การยูเนสโก
ในระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค.นี้


โดยศาลมีสั่งพร้อมส่งโทรสารให้คู่ความทราบ เมื่อเวลา 02.00 น.
ซึ่งคำสั่งระบุห้ามผู้ถูกฟ้องทั้งสองนำมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.51
ที่เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
ซึ่ง ครม.เห็นชอบให้นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ
ไปลงนามในวันที่ 18 มิ.ย.51 นั้น
ไปใช้ในแถลงการณ์ร่วม
และห้ามดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วม ฯ
จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น


โดยการไต่สวนได้มีการซักถามอย่างละเอียด
เกี่ยวกับแผนที่ N1 N2 N3 ซึ่งกัมพูชาใช้แนบท้ายในแถลงการณ์ร่วม ฯ
และประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเสียดินแดน
รวมทั้งกรณีว่าหากมีการดำเนินการไปแล้ว
กัมพูชาจะอ้างสิทธิ์ดินแดนที่ทับซ้อนและมีข้อพิพาทภายหลัง
ที่ขึ้นเป็นมรดกโลกแล้วได้หรือไม่

ซึ่งการไต่สวนดังกล่าวศาลปกครองกลาง
ใช้เวลาตั้งแต่ 10.00 น. จนถึง 23.00 น. จึงแล้วเสร็จ





คดีดังกล่าว ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นำโดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายสุริยะใส กตะศิลา
ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และ คณะ รวม 9 คน
ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551
ขอให้ขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณามีคำสั่งรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา
และขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้
     
       1) ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมฯ
ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
     
       2) เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551
ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ
     
       3) ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551
     
       4) มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ
ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การ ยูเนสโก



กรณีศาลปกครองกลาง
มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว  ตามคำร้องของนายสุริยะใสกตะศิลา
ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯและคณะ ตามข้อมุลข่าวข้างต้นแล้วนั้น
ต่อมากระทรวงต่างประเทศโดยนายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
แถลงว่าจะมีการอุธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด
ต่อคำสั่งที่ออกมา





บัวแก้วเตรียมยื่นอุทธรณ์ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

วันนี้ (28 มิ.ย.) **
กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลาง
มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว  ตามคำร้องของนายสุริยะใสกตะศิลา
ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ นายนิติธร ล้ำเหลือ
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ พร้อมด้วยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา
และกลุ่มนักกฎหมายจากสภาทนายความ รวม 9 คน
ที่ยื่นฟ้องนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี
ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายในการออกแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา
เพื่อยืนยันและสนับสนุนประเทศกัมพูชา ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
 

ว่า ตามขั้นตอนคงต้องมีการอุทธรณ์ ไปยังศาลปกครองสูงสุด
ซึ่งการที่กัมพูชาจะไปขึ้นทะเบียนมรดกได้หรือไม่
ความจริงการที่ไทยให้การยินยอม ไม่ได้หมายความว่า กัมพูชาจะขึ้นได้
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเห็นหรือมติคณะกรรมการมรดกโลก

นายกฤต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล
ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลไทย
ได้พยายามดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา
แต่กัมพูชายืนยันขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทั้งหมดดำเนินไปตามขั้นตอน

ส่วนที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศเพิ่งทราบว่า
แผนที่แนบท้ายการดำเนินการดังกล่าว
ทางกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ของไทยนั้น 
อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ กล่าวว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ตนไม่ได้ชี้แจงกับศาลว่า ไทยเสียดินแดน
หรือไปรับสิทธิเหนือดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน
กรมฯ ยืนยันแถลงการณ์ร่วม แผนผังไม่มีส่วนใดรุกล้ำเข้ามา
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน

ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ หนึ่งในผู้ร้อง กล่าวว่า
รู้สึกภูมิใจ หลังศาลมีคำสั่งระงับแถลงการณ์ร่วม
หลังจากนี้จะยื่นฟ้องร้องรมว.ต่างประเทศ และครม.ที่ลงนามในมติ
อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ** เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาทำให้เสียดินแดน 





นพดล งดแถลงท่าทีหลังศาลสั่งคุ้มครองลงนามร่วมไทย-กัมพูชา

มีรายงานข่าวว่า นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
จะเปิดแถลงท่าทีหลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
การออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น

ขณะนี้ได้ยกเลิกการแถลงข่าวแล้ว

(ข่าวจาก โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2551)


******************





สำหรับ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
ซึ่งแถลงว่าจะมีการอุธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด
ต่อคำสั่งที่ออกมา ตามข่าวที่เสนอไว้แล้วนั้น

พึ่งจะถูกโยกย้าย จากตำแหน่ง อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
มาเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย (กรมที่ดูแลกรณีเขาพระวิหาร) นี้
แทนนายวีรชัย พลาศรัย เมื่อ วันที่ 6 พ.ค. 2551 ที่ผ่านมานี้เอง

อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม
จาก ประชาชาติ  07 พฤษภาคม 2551 





'นพดล'เจอนักวิ่งด่ากราด'ขายชาติ'
ในงาน175ปีไทย-อเมริกา


นักวิ่งชายเดินวิ่งการกุศล175ปีไทย-อเมริกัน
ด่ากราด3ครั้ง"นพดลขายชาติ" ต่อหน้าเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ

...

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
เดินทางไปยังสวนจตุจักร
เพื่อร่วมปลูกต้นไม้ในโอกาสฉลอง
ครบรอบ 175 ปีความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ
โดยมีนายเอริค จี จอห์น
เอคอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา
ประจำประเทศไทยร่วมด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า
เมื่อเวลา 06.00 น.
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ได้ร่วมเป็นประธานในงานเดินวิ่งการกุศล
ร่วมกับนายเอริก จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 175 ปี ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

โดยระหว่างที่นายนพดลยืนอยู่กับเอกอัครราชทูตสหรัฐ
ณ จุดสตาร์ทหน้าประตูใหญ่กระทรวงบริเวณถ.ศรีอยุธยา
ปรากฎว่ามีนักวิ่งชายคนหนึ่งที่มาร่วมงานวิ่งการกุศลดังกล่าว
ได้ตะโกนด่านายนพดลขณะวิ่งผ่านว่า"นายนพดลขายชาติ" รวม 3 ครั้ง
ก่อนจะวิ่งผ่านไปตามเส้นทาง


ขณะที่นายนพดลได้หันไปพูดกับเอกอัครราชทูตสหรัฐว่า
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย


จากนั้นนายนพดล ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า
เป็นดุลพินิจของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
เพราะไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ในพรรค
ส่วนที่มีกระแสข่าวจะปรับตนออกจากตำแหน่ง
ตนไม่เคยได้ยินข่าวดังกล่าวภายในพรรคเช่นกัน
อย่างไรก็ดีนายกรัฐมนตรีน่าจะชี้แจงเรื่องนี้ในรายการพูดจาประสาสมัคร

เมื่อถามว่า หากมีการปรับคณะรัฐมนตรีทำใจได้หรือไม่
นายนพดล กล่าวว่า เป็นนักการเมืองต้องพร้อมทุกสถานการณ์
ต่อข้อถามว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่าอยากปรับคณะรัฐมนตรีแต่ปรับไม่ได้
นายนพดล กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่าจะอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินของศาลปกครองหรือไม่
นายนพดล กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กรกฎาคม
จะหารือเรื่องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของกัมพูชาที่มีต่อคำสั่งศาลปกครองเป็นอย่างไร
นายนพดลกล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่เรื่องนี้จะมีทางออกที่ดี
ส่วนการประชุมร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลก
วันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ที่ประเทศแคนาดา
จะปรับเปลี่ยนคณะอย่างไรจะแจ้งอีกครั้ง
เพราะต้องรอประเมินขอบเขตคำวินิจฉัยศาล
โดยต้องระวังการทำงานไม่ให้ละเมิดอำนาจศาล

เคยมีคนเล่าให้ป้าฟังว่า
เมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนหน้าจะมีการรัฐประหาร
อาจารย์ของผู้เล่า ไปนั่งดื่มกาแฟ รับประทานขนมของว่าง
ที่ร้านเบเกอรี่ชื่อดังในซอยสุขุมวิท 21 (คิดว่าจำไม่ผิด)

และก็มีเสียงใครบางคนใช้ช้อนเคาะถ้วยกาแฟเป็นจังหวะ
แบบเราเคาะไล่มด ไล่แมลง แต่เสียงดังไม่เบา
จนคนอื่นๆในร้านหันมามอง
และก็เห็นว่า มีคู่สามีภรรยา คู่หนึ่งพึ่งเข้ามานั่งในร้าน

คู่สามีภรรยา ที่ว่านี้ เป็นที่รู้จักทั้งประเทศ
เพียงครู่เดียว ก็มีเสียงช้อนเคาะถ้วยกาแฟระงมดังประสานทั่วทั้งร้าน
จน 2 สามีภรรยาผู้ยิ่งใหญ่คู่นั้น ต้องชวนกันลุกเดินออกไป







อดีตทูตจี้รัฐบาลลาออกทั้งคณะรับผิดชอบ “ปราสาทเขาพระวิหาร”


   อดีตเอกอัครราชทูต จี้ “รัฐบาลหมัก” ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งกัมพูชาเลิกข้อตกลงร่วมอย่างเป็นทางการ ชี้ เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งคณะ ที่มีมติให้ไปลงนาม หากเป็นรัฐบาลประเทศอื่นคงลาออกไปแล้ว แต่ไทยเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครรับผิดชอบ
     
       นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ และอดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อคำสั่งศาลปกครองกลางได้ออกมาชัดเจนแล้ว รัฐบาลต้องไม่ดำเนินใดๆ และระงับการดำเนินการทุกอย่าง ซึ่งขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่าการลงนาม ข้อตกลงดังกล่าว ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ คงต้องรอคำพิพากษาของศาลด้วย หากศาลวินิจฉัยว่าขัดกฎหมาย มาตรา 190 แถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลไทยและกัมพูชา ทำร่วมกัน ก็ถือเป็นโมฆะไปโดยปริยาย

สิ่ง ที่รัฐบาลไทยต้องทำ คือ ทำหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงกัมพูชา ว่า ขอระงับแถลงการณ์ร่วม ไม่มีผลใช้บังคับไปก่อน เพราะไทยมีปัญหากระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งต้องรอให้เกิดความชัดเจน โดยอาจเป็นหนังสือจาก รมว.ต่างประเทศ ของไทย ถึง รมว.ต่างประเทศ ของกัมพูชา หรือเป็นหนังสือจากนายกรัฐมนตรีไทย ถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ต้องเป็นหนังสือจากรัฐบาลประเทศหนึ่งส่งถึงรัฐบาลประเทศหนึ่ง ให้ได้รับทราบอย่างเป็นทางการ

เพราะข้อตกลงที่ไปทำนั้น ถือเป็นสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ก็คงจะทราบเรื่องและรายงานให้ทางกัมพูชาได้ทราบอยู่แล้ว แต่ไทยก็ต้องแจ้งอย่างเป็นทางการ
     
       นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ก็ต้องดูหลักฐาน เพราะเชื่อว่าการดำเนินการเรื่องนี้ คงมีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมีทั้งมติ ครม.และคำสงวนสิทธิ์ของไทยในปราสาทพระวิหารปี 2505 ข้าราชการประจำได้มีข้อเสนอแนะใดต่อรัฐบาลหรือไม่ หรือทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ยังกระทำ ทั้งหมดต้องพิจารณาจากหลักฐาน เว้นแต่ภาคการเมืองจะสั่งการด้วยวาจาก็มีแนวโน้มว่าข้าราชประจำจะเป็นแพะรับ บาป





“ส่วนความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว แต่ที่ประชุม ครม.ได้มีมติให้นายนพดลไปลงนามข้อตกลงได้โดยไม่มีใครคัดค้าน จึงถือเป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐบาลทั้งคณะ ไม่ใช่ความผิดของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งหากเป็นรัฐบาลของประเทศอื่นที่อยู่ในวิถีประชาธิปไตย เขาคงลาออกไปนานแล้ว แต่ประเทศเรามันเป็นประชาธิปไตยอาเพศ จึงไม่มีใครออกมารับผิดชอบสักคน”
     
       นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของฝ่ายค้านมาตลอด และเห็นว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล หลายคนชอบอ้างว่า ประเทศไทยลงนามไปแล้ว และที่ลงนามไปนั้น ก็เพราะคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ ถือเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดของ ส.ส.ฟากรัฐบาล เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศนั้น หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์และอธิปไตยร่วม กัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเอาใจประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือมีความสัมพันธ์โดยผลประโยชน์ของชาติเสียหาย แต่การทำแถลงการณ์ร่วมของนายนพดล ไม่ได้สนองประโยชน์ประเทศไทย สนองประโยชน์กัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศคือ ผลประโยชน์แห่งชาติทั้งสอง ความเป็นมิตรประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานมีประโยชนร่วมกัน
     
       “ผมเห็น ส.ส.รัฐบาลยกมือประท้วงในสภา ขอไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องปราสาทพระวิหาร และแถลงการณ์ร่วมที่ทำไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่บ้องตื้น ไร้สาระมาก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เราสามารถมีความสัมพันธ์ได้หลายมิติ ทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม การที่เรามีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อกันนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีผลกระทบถึงกัน ไม่ว่าเราจะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดหรืออภิปรายในสภาหรือไม่ ผลกระทบในความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจากมิติต่างๆ อยู่แล้ว แต่ประเด็น คือ เราต้องให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว” อดีตเอกอัครราชทูต กล่าว



"นพดล"ดันต่อ"เขาพระวิหาร" นำเข้าถก ในครม.อีกรอบ
ประเมินขอบเขตคำสั่งศาลปกครอง อ้างครม.
และทหารสนับ สนุน มีบางส่วนเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่กระทรวงการต่างประเทศ
นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์
ถึงกรณีศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ห้ามใช้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา
สนับสนุนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 ก.ค.จะหารือเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของกัมพูชาต่อคำสั่งศาลปกครองของไทยเป็นอย่างไร
นายนพดลกล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่เรื่องนี้จะมีทางออกที่ดี
ส่วนการประชุมร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลกวันที่ 2 ก.ค.นี้ ที่ประเทศแคนาดา
จะปรับเปลี่ยนคณะอย่างไรนั้นจะแจ้งอีกครั้ง
เพราะต้องรอประเมินขอบเขตคำวินิจฉัยศาล
โดยต้องระวังการทำงานไม่ให้ละเมิดอำนาจศาล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงคณะผู้แทนไทยที่จะไปประชุม
กับคณะกรรมการมรดกโลกวันที่ 2 ก.ค. ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา
นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า
กำลังทบทวนอยู่ หากได้ข้อสรุปแล้วนายธฤต จรุงวัฒน์
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจง
(ข้อมูลข่าวจาก ข่าวสด 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551)


****************





วันนี้ 30 มิถุนายน แล้ว
ยังไม่มีข่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายนพดล
จะแจ้งไปยับยั้งแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา ที่ได้เซ็นไป
แม้ศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ห้ามใช้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในแถลงการร่วม
ตั้งแต่วันก่อนแล้วก็ตาม










ยูเนสโก ตอกฝาโลงไทยหมดสิทธิ์ทวงเขาพระวิหาร


น.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ซึ่งเป็นตัวแทนคนไทย 350 คน
ที่ยื่นหนังสือต่อยูเนสโก ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.
คัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทเขาพระวิหาร แต่เพียงฝ่ายเดียว แถลงว่า
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ยูเนสโกประเทศไทย ได้รับหนังสือตอบกลับ
จากที่ปรึกษาใหญ่ยูเนสโก ประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และ ส่งมาที่ตน ว่า
ยูเนสโกได้ยึดถือข้อตกลงที่ นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ
ที่ตกลงกับกับ นาย สกอาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงปารีส
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา
และ ได้นำข้อตกลงดังกล่าวจัดใส่แฟ้ม
เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นจดทะเบียนต่อคณะกรรมการมรดกโลก
ที่จะมีการลงมติครั้งสุดท้ายที่เมืองควิเบค ที่แคนนาดา


ทำให้สถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว ที่จะไปคัดค้านอะไร
เพราะในสายตายูเนสโกมองว่า
ข้อตกลงของรมว.การต่างประเทศเป็นมติของประเทศไทย


น.ส.วิมลพรรณ กล่าวว่า
เรื่องนี้นายนพดลไปตกลงกับเขาตั้งแต่ วันที่ 22 พ.ค.
โดยไม่มีใครรู้ว่าตกลงอะไรบ้าง

และไม่ทราบว่าใครสั่งการให้นายนพดล รีบไปทำอย่างนั้น
จากนั้นก็เอาเรื่องที่สำคัญของประเทศเข้า ครม.
ซึ่งการกระทำของนายนพดลทำให้ยูเนสโกใช้เป็นข้ออ้างว่า
ไทยได้ยินยอมทั้งหมดแล้ว นายนพดลต้องลาออกและ ครม.ชุดนี้ต้องรับผิดชอบ
โทษฐานให้คนใน ครม.ไปลงมติสร้างความเสียต่อชาติ





ใจความสำคัญน่าอยู่ที่
ข้อตกลงที่นพดลไปตกลงกับเขมรทีกรุงปารีสไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พค.
ส่วนหนังสือสัญญาที่ผ่านมติ รมต.ซึ่ง เซ็นตกลงไปเมื่อ 18 มิย.ที่ผ่านมานั้น
ยูเนสโกมองว่าข้อตกลงที่นพดลทำไปได้รับความยินยอมเห็นชอบจากคณะ รมต.แล้ว



จะยังเหลือหนทางอื่นใดอีกไหมที่จะแก้ไขสถานะการณ์.........???


เปิดจดหมาย "ผอ.ยูเนสโก"แจง"ส.ว." ปมร้อน"เขาพระวิหาร"!

หมายเหตุ - เป็นคำแปลจดหมายอย่างไม่เป็นทางการ
ของผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯเพื่อตอบจดหมาย
ของ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต และเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม




สำนักงานยูเนสโก ประจำภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิกเพื่อการศึกษา

เลขที่อ้างอิง 136.32/1038/08

วันที่ 1 กรกฎาคม 2008

เรียน...

อ้างถึง คำร้องขอเพื่อให้ระงับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร

ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้รับทราบความกังวลซึ่งท่านและเพื่อนวุฒิสมาชิก
แสดงออกมาเกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์มรดกโลก
ข้าพเจ้าได้หารือกับสำนักงานใหญ่ในปารีสเกี่ยวเนื่องกับประเด็นต่างๆ
ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาในจดหมายเมื่อเร็วๆ นี้ และขอแสดงความคิดเห็นดังต่อไปนี้

1) ข้าพเจ้าขอเน้นย้ำว่า การตอบรับหรือการปฏิเสธการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น
ไม่ได้อยู่ภายในอำนาจของยูเนสโก

คำเสนอเพื่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก
ในกรณีปราสาทพระวิหารก็เป็นเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การตัดสินชี้ขาดในกรณีนี้จึงเป็นเอกสิทธิจำเพาะ
ของคณะกรรมการตามขอบเขตอำนาจในฐานะองค์กรระหว่างรัฐ
ที่ได้รับการเลือกตั้งจากภาคีสมาชิกทั้งปวง
ซึ่งได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญามรดกโลก
ยูเนสโกทำหน้าที่เพียงเป็นสำนักเลขาธิการให้กับคณะกรรมการ


ดังนั้น ยูเนสโกและศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre)
จึงมิได้มีภาระรับผิดชอบใดๆ ต่อการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก


2) สืบเนื่องจากประเด็นต่างๆ ที่อ้างถึงไว้ในจดหมาย
เพื่อร้องขอให้ระงับการขึ้นทะเบียนของแหล่งโบราณคดีที่กล่าวถึง
ขอให้พิจารณาข้อสังเกตดังต่อไปนี้

a  การขึ้นทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ให้เป็นมรดกโลก
นำไปสู่การให้ความคุ้มครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น
ถือเป็นผลประโยชน์ต่อประชาคมระหว่างประเทศในวงกว้าง
เนื่องเพราะอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมรดกโลก นั้น ตามคำจำกัดความแล้ว
"จำเป็นต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้ในฐานะเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติโดยรวมทั้งหมด"
(ยกมาจาก อารัมภบทของอนุสัญญามรดกโลก)

b  ความสมบูรณ์พร้อมของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งนำเสนอขึ้นทะเบียนนั้น
เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
คณะกรรมการมีบทบาทและภาระรับผิดชอบ
ในการประเมินความสมบูรณ์พร้อมดังกล่าว
ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของการประเมินคุณค่าเชิงวิชาชีพโดยอิสระ
จากองค์กรที่ปรึกษา คือ สภาว่าด้วยแหล่งโบราณคดีและอนุสรณ์สถาน (ICMOS)
หากประเทศไทยเห็นว่าข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับคำยื่นขอ
ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ขาดองค์ประกอบสำคัญซึ่งจำเป็นที่คณะกรรมการจำเป็นต้องให้ความสนใจ
ประเทศไทยก็สามารถดำเนินการเพื่อการดังกล่าวได้ผ่านการประชุม
(คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32) ภายใต้ขอบเขต
ของการเป็น
ประเทศสังเกตการณ์ **
ภายใต้การควบคุมของประธานตามข้อบังคับกระบวนการการประชุม

(หมายเหตุ - นายปองพล  อดิเรกสารเป็นตัวแทนประเทศไทย
ในฐานะประเทศสังเกตการณ์ ** )

c  ข้าพเจ้าขอเตือนให้ระลึกไว้ด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก
สมัยประชุมที่ 31 ในปี 2007 (ไครสท์เชิร์ช, นิวซีแลนด์)
คณะกรรมการได้มีคำตัดสิน เลขที่ 8B.24 สมัยประชุมที่ 31
ความในย่อหน้าที่ 2 เน้นย้ำไว้ดังต่อไปนี้

"ได้บันทึกแถลงการณ์ต่อไปนี้ของประธานคณะกรรมการมรดกโลก
ซึ่งได้รับความเห็นพ้องจากคณะผู้แทนของกัมพูชาและคณะผู้แทนของไทย

"ประเทศผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกัมพูชาและไทยเห็นพ้องกันโดยสมบูรณ์ว่า
ปราสาทพระวิหาร มีคุณค่าความโดดเด่นเป็นสากล
และควรต้องได้รับการจารึกไว้ในบัญชีมรดกโลกโดยเร็วที่สุด
ดังนั้น กัมพูชาและไทยจึงเห็นพ้องกันว่ากัมพูชาจะเสนอ
เพื่อขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ
ในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32
ด้วยการรับรองอย่างชัดแจ้งจากไทย

กัมพูชาและไทยยังเห็นพ้องว่าปราสาทพระวิหารนั้นต้องได้รับการเอาใจใส่
ดูแลอย่างเร่งด่วนและต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน
และด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากนานาชาติ
รวมถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกันของทั้ง 2 ประเทศ"

พันธะในอันที่จะให้ความร่วมมือเพื่อบริหารจัดการ
และให้ความคุ้มครองปราสาทพระวิหารดังกล่าว
ได้รับการเน้นย้ำและแสดงออกอย่างเป็นทางการแล้ว
โดย แถลงการณ์ร่วมซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย
และรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กรุงปารีส
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2008


แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวถูกนำเสนอเพื่อรับการพิจารณา
จากคณะกรรมการมรดกโลกในฐานะเป็นส่วนประกอบหนึ่ง
ของแฟ้มนำเสนอเพื่อการขอขึ้นทะเบียน
และตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น
คณะกรรมการมรดกโลกจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดสุดท้ายในเรื่องนี้

กรุณารับทราบด้วยว่า จดหมายของท่านได้นำเสนอต่อไปยัง
นางคริสตีนา คาเมรอน ประธานคณะกรรมการมรดกโลกด้วยแล้ว

โปรดรับทราบด้วยว่า กรณีของท่านได้รับการพิจารณาด้วยความใส่ใจสูงสุดแล้ว

ลงชื่อ

เชลดอน เชฟเฟอร์

ผู้อำนวยการยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพมหานคร



ในเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ
เรื่อง กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ได้ระบุถึงที่มาของข้อตกลงระหว่างนายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสก อาน
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงปารีส ไว้ว่า

14 พฤษภาคม 2551 นายนพดลได้หารือกับนายสก อาน ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา
ภายหลังเข้าร่วมพิธีเปิดถนนหมายเลข 48 (เกาะกง-สแรอัมเบิล)
 
ทั้งสองฝ่ายได้หารือปัญหาการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยกัมพูชาย้ำว่า จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท
และรับจะหารือกับองค์การยูเนสโก เกี่ยวกับความเป็นไปได้
ที่จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยเร็ว

22-24 พฤษภาคม 2551 นายนพดลรับมอบอำนาจคณะรัฐมนตรี
ให้นำคณะผู้แทนไทยไปหารือกับนายสก อาน ที่กรุงปารีส
ภายใต้อุปถัมภ์ขององค์การยูเนสโก
เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก
ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา



ผลการหารือสรุปได้ว่า

1.กัมพูชายอมรับจะเปลี่ยนแปลง โดยขอขึ้นทะเบียน
เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
และชั้นนี้จะไม่มีการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์
ด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท
ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเขตแดน
เพราะไทย-กัมพูชาต่างอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่
โดยกัมพูชาให้คำมั่นว่า จะส่งแผนที่ใหม่มาให้ฝ่ายไทยและยูเนสโกพิจารณา
ภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2551


และหากทุกฝ่ายไม่มีข้อขัดข้อง กัมพูชาจะใช้แผนที่ใหม่นี้
ทดแทนแผนที่เดิมที่กัมพูชาได้แนบประกอบการขอขึ้นทะเบียน


2.สำหรับพื้นที่ด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาทนั้น
ไทยกับกัมพูชาจะร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่
ซึ่งต้องเสนอยูเนสโก้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553

3.การดำเนินการขั้นต้นจะไม่กระทบต่อสิทธิของไทยและกัมพูชา
ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนของ
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของสองประเทศ

4.ข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา ที่กรุงปารีส
ได้รับการบันทึกไว้เป็นร่างคำแถลงการณ์ร่วม ซึ่งได้ตกลงกันอย่างชัดเจนว่า
แต่ละฝ่ายจะต้องนำกลับไปเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐบาลของตนก่อน
โดยไทยจะต้องพิจารณาดูว่า แผนที่ที่กัมพูชารับไปแก้ไขนั้น
มีความเหมาะสมแล้วหรือไม่เพียงไร



27 พฤษภาคม 2551 นายนพดลได้รายงานผลการเจรจาที่กรุงปารีสต่อ ครม.
ซึ่ง ครม.รับทราบและอนุมัติในหลักการให้ดำเนินการต่อไป






ภูวดล”เปิดเอกสารกัมพูชาตอกหน้า“นพเหล่”ปลิ้นปล้อน-ขายชาติ





นายสมัคร สุนทรเวช เดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551
โดยมีอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน มาต้อนรับที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ





“ภูวดล” แฉเอกสารกัมพูชาขอขึ้นทะเบียน “เขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลก ตอกหน้า “นพดล” ขายชาติ-โยนบาปให้ “รัฐบาลสุรยุทธ์” ระบุชัดคำตัดสินของศาลโลกให้แค่ตัวปราสาทเท่านั้น ย้ำหากไร้ “พันธมิตรฯ” ปัญหาเรื่องสิทธิ์บริเวณพื้นที่ทับซ้อนถูกขายไม่มีเหลือ





การประชุมร่วมระหว่างคณะผู้นำไทยและกัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551




เมื่อ เวลาประมาณ 01.00 น. วันนี้ (5 ก.ค.) ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวถึงเอกสารที่คณะรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาร่างขึ้นเพื่อเสนอปราสาท เขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกว่า ก่อนที่ตนจะกล่าวถึงเอกสารของคณะรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาได้พิมพ์ขึ้นเมื่อ เดือนที่ผ่านมา ขออธิบายถึงภูมิหลัง คือ ประเทศไทยก่อนเมื่อก่อน ค.ศ.ที่ 13 นั้น จริงๆ แล้วมีอยู่อาณาจักรซึ่งอยู่ภายใต้อาณาจักรขอมโบราณ แต่ท้ายที่สุดอาณาจักรขอมเสื่อมลง เพราะเชื่อในลัทธิฮินดู และลัทธิมหายานมากเกินไป จนอาณาประชาชนเดือดร้อน
     
       “ประเด็น คือ เมื่อมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย บังเอิญรัฐไทย ซึ่งชนชั้นปกครองมีสายตาอันยาวไกล ได้มีสัมพันธ์กับเจงกีสข่าน และกุบไลข่าน ทำให้เจริญรุ่งเรือง ขณะที่ขอมโบราณ หรือบรรพชนของเขมรเสื่อมลง จนรัฐไทยมีศักยภาพที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่สุดได้ครอบครองดินแดนเขมรโบราณ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา ขณะเดียวกันรัฐไทยก็เหมือนกับรัฐพม่า ที่สำคัญพม่าไปขับไล่มอญ แต่เราคบกับประเทศมหาอำนาจมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งเราช่วยกุบไลข่านยึดพม่ามาแล้วถึง 2 ครั้ง จนเป็นรอยแผลกับพม่ากับไทยโกรธกันมาจนถึงยุคหลัง”ดร.ภูวดล ระบุ



นาย สก อาน รองนายกฯ กัมพูชา ให้การต้อนรับนายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่พนมเปญ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551
     
       ส่วนปัญหาปัจจุบันของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา นั้น ดร.ภูวดล กล่าวว่า เป็นปัญหาหมักหมมเนื่องจากความไร้เถียรภาพทางการเมืองของกัมพูชาก่อนที่จะ ได้รับเอกราช ซึ่งประเทศฝรั่งเศสเมื่อยึดประเทศกัมพูชาแล้ว เขาเอาคนเวียดนามมาควบคุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้กัมพูชาเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งมีปลามากมายในทะเลสาบเขมร ท่องเรือกันวันหนึ่งจากพนมเปญจนถึงเสียมราฐ ประเด็นคือ ประวัติศาสตร์กัมพูชาถูกขนาบด้วยอิทธิพลของเวียดนาม และของไทย ซึ่งฝรั่งเศสอาศัยจุดอ่อนดังกล่าวมาเขมือบผลประโยชน์ในกัมพูชา โดยดินแดนตั้งแต่ไซ่ง่อนลงไปจนถึงพรมแดนทางใต้ จริงๆ แล้วคือดินแดนกัมพูชาในอดีต
     
       “เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องใหญ่ คือ เอกสารข้อเท็จจริงที่มีอยู่นี้ เผยแพร่ทั่วโลกแล้ว และสามารถพิมพ์ออกมาได้จากเวปไซต์ ทั้งนี้ก่อนที่เขาพระวิหารจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะการเมืองไร้คุณธรรม เนื่องจากชนชั้นการปกครองไทยบัดซบ ขายชาติ ขายแผ่นดิน ประเด็นก็คือ เมื่อศาลโลกตัดสินไปแล้วว่าตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ.2505 ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องมรดกโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุมกรณีข้อตกลงเมื่อปี ค.ศ.1972 จึงทำให้เกิดประเทศสมาชิกที่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งกลายเป็นองค์การยูเนสโกในที่สุด”ดร.ภูวดล กล่าว



การประชุมร่วมระหว่างคณะผู้แทนกัมพูชานำโดยนายสก อาน และคณะผู้แทนไทยนำโดย
นายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551

     
       แฉ“คนขายชาติ”ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เชียงใหม่
     
       ดร.ภูวดล กล่าวอีกว่า จริงอยู่คดีที่นำเข้าพิจารณาของศาลโลกนั้น เอกสารของของกัมพูชาได้ย้ำให้เห็นว่า กรณีปราสาทเขาพระวิหารได้มีการนำสู่ศาลโลก โดยประเทศกัมพูชาได้เรียกร้องเฉพาะปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชา ฉะนั้นเมื่อศาลโลกตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2505 ศาลได้ตัดสินว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งตัดสินเฉพาะตัวปราสาท แต่ไม่ได้พูดถึงดินแดนและเรื่องพรหมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องไปตกลงกันเอง สิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนอยู่ จนทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี แค้นจนถึงทุกวันนี้ เพราะในอดีตมีคนไทยขายชาติทำงานอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ โดยเอาเอกสารไปขายให้กับคณะทนายของกัมพูชา จนท้ายที่สุดบุคคลดังกล่าวถูกศาลตัดสินให้ติดคุก จนขณะนี้ออกมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่
     
       “ประเด็นต่อมาคือ รัฐบาลกัมพูชาได้มีความคิดที่จะนำเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยได้แสดงความจำนงที่จะเอาพื้นที่เขาพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2001 ซึ่งสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโชฮุนเซ็น นายกฯ กัมพูชา ในขณะนั้น ได้อินฟอร์มต่อไดเร็กเตอร์ เจเนอร์รัลออฟยูเนสโก หรือผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก ซึ่งก็คือ มิสเตอร์โคอิชิโร่ มัตซึร่า ชาวญี่ปุ่น เพื่อแจ้งให้ทราบว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะนำตัวปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดก โลก ข้อเท็จจริงต่อมา คือ หลังจากนั้นอีก 6 ปี รัฐบาลกัมพูชาได้ทำเรื่องเสนอต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ และเสนอต่อชาติสมาชิกสหประชาชาติเพื่อเป็นการล็อบบี้ ถามว่ารัฐบาลไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย หรือกระทรวงต่างประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2001-2007 ทำอะไรกันอยู่”ดร.ภูวดล กล่าว



นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษา สนทนากับอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา ระหว่างร่วมพิธีเปิดถนนหมายเลข 48 (เกาะกง-เสร่อัมปึล) ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 โดยมีนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ร่วมงานด้วย

     
       ปูด“หมัก”จับมือ“ฮุนเซ็น”ยัดวาระเจรจาซ่อนเร้น
     
       ดร.ภูวดล กล่าวอีกว่า จนกระทั่งการในประชุมครั้งที่ 31 ซึ่งได้ประชุมในเมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ โดยประชุมตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. จนถึงวันที่ 3 ก.ค.2007 หลังจากนั้นรัฐบาลกัมพูชาก็เสนอเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้ววันนี้นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ มาอ้างว่าเกิดจากรัฐบาลสุยุทธ์ จุลานนท์ จึงเป็นข้อแก้ตัว ดังนั้นตนจึงขอกล่าวโทษต่อข้าราชการ และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ประเด็นต่อมา คือ หลังจากนั้นได้มีการแจ้งให้คณะกรรมการยูเนสโกได้รับทราบ แต่การนำดินแดนโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ ตามข้อตกลงไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น มีการระบุไว้ชัดเจนว่า ในความตกลงใดๆ ก็แล้วแต่ ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นจะต้องร่วมมือกัน และเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น กรณีปราสาทเขาพระวิหาร เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมา กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับรัฐกัมพูชา
     
       “อย่าลืมว่าคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1962 แต่หลังจากนั้น 10 ปี เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศไปทำอะไรกันอยู่ จึงแพ้เขา หรือเพราะไปอุ้มเขาทั้งๆ ที่ประเทศของเขากำลังจะล้มละลาย นอกจากนี้ขอประณามนักวิชาการที่ไม่รู้เรื่อง แล้วยังสะเออะว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขาตั้งแต่ต้น อีกทั้งปัญหาเกิดเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2008 นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ เดินทางไปเยือนกัมพูชา โดยมีนายฮุนเซ็น มาต้อนรับที่สนามบินนานาชาติกัมพูชา จากนั้นมีการยัดวาระการเจรจาที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพรรคพวก รวมทั้งวาระปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาต้องการที่จะจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก”ดร.ภูวดล กล่าว
     
       อัดยับ“รมต.ไทย”ไร้สำนึก-มัวแต่รับใช้นายเก่า
     
       ดร.ภูวดล กล่าวอีกว่า เขาพระวิหารมีสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ โดยมีทั้งหลักศิลาจารึก และศิวลึงค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นสิ่งของที่สำคัญ และคณะผู้นำไทยที่ไปเปิดเจรจาในช่วงนั้น ได้เจรจาต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 11 มี.ค.2008 โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทั้งกัมพูชาและนานาชาติ ตั้งแต่ในวันที่ 6 มี.ค.2008 ร่วมกับนายซกอัน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่เป็นคนใกล้ชิดกับนายฮุนเซ็น สรุปคือ เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา ได้มีการเปิดประชุมเวิร์คกิ้งกรุ๊ป โดยได้มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง แล้วมีแถลงการณ์ออกมาเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2008 เกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีนายซกอัน รับผิดชอบคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเกี่ยวกับพระวิหารทั้งหมด และฝ่ายไทยมีนายวีระศักดิ์ ดูแล ถามว่าทำไมรัฐมนตรีไทยไม่ไป นั่นก็เพราะเขาติดภารกิจต้องเดินทางไปรับใช้นายใหญ่ที่ประเทศจีน โดยไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ
     
       ดร.ภูวดล กล่าวต่อว่า จนถึงที่สุดในวันที่ 22 พ.ค.2008 ในการพบปะกันอีกครั้งหนึ่งระหว่างนายซกอัน กับนายนพดล ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยในที่ประชุมยังมีผู้แทนขององค์กรยูเนสโกร่วมประชุมด้วย ซึ่งก็คือ มาดามฟรังซัว ริวีแย รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม แต่ประเด็นสำคัญ คือ มีการขอให้ราชอาณาจักรไทยยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เรื่องการสนับสนุนการนำปราสาทเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกในการประชุมครั้ง ที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจะมีการเปิดประชุมที่เมืองครีเวต ที่ประเทศแคนนาดา ในเดือน ก.ค.2551


   

การ พบปะกันระหว่างนายนพดล ปัทมะ นายสก อาน และมาดามฟรังซัวส์ ริวิแยร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านวัฒนธรรมของยูเนสโก ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551


       “น้องเขยแม้ว”บุกเขมรยื่นข้อเสนอสุดงาม
     
       “ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ราชอาณาจักรกัมพูชา ที่มีความปรารถนาดี จึงยินดีที่จะนำปราสาทวิหารเข้าในบัญชีมรดกโลก ณ ที่นี้เลย ซึ่งข้อความของเอกสารตรงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการยอมรับข้อตกลงกันเรียบร้อย โดยไม่พูดถึงดินแดนที่เป็นเขตฉนวน หรือเขตทับซ้อนทั้งทางตอนเหนือ และทางตะวันตกของปราสาทเขาพระวิหาร อ่านแค่นี้ก็รู้ว่าได้ขายแผ่นดินนี้ไปให้เขาเรียบร้อยแล้ว”ดร.ภูวดล ระบุ
     
       ดร.ภูดล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สำคัญคือ ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จะเห็นความกระสันในการที่จะยกขายดินแดนให้กับกัมพูชา โดยในวันที่ 14 พ.ค.2008 ที่เกาะกง น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นรองนายกฯ ไทย ได้เดินทางไปกัมพูชาเพื่อจุดประสงค์ คือ อีก 1 อาทิตย์รัฐบาลไทยจะตกลงยอมกัมพูชา และกัมพูชาจะต้องยอมรับข้อตกลงของกลุ่มทุนสามานย์จากประเทศไทยเรียกร้อง ทั้งสิทธิสัมปทานต่างๆ ในเกาะกง และสัมปทานน้ำมัน รวมทั้งแก๊ส รอบๆ เกาะกง ซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณนั้นเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ต่อมานายนพดล ได้เดินทางไปเปิดทางหลวงสาย 48 ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อที่จะไปต่อกระเช้าขึ้นไปยังเขาพระวิหาร ซึ่งจะกลายเป็นบ่อนการพนันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจาเสียม ราษ นี่คือความชั่วร้ายของนักการเมืองพันธ์ขายชาติ ทั้งๆ ที่ ปราสาทเขาพระวิหารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก
     
       ชู“พันธมิตรฯ”ช่วยพื้นที่ทับซ้อนไม่ให้ถูกขาย
     
       “ในวันที่ 6 พ.ค. ก่อนหน้าที่จะมีการเซ็นแถลงการณ์ร่วมกันต่อหน้า รอง ผอ.ยูเสนโก โดยในการพบปะกันครั้งนั้น ทั้ง 2 ประเทศตกลงกันชัดเจน ว่า จะปฏิบัติตามข้อตกลง โดยยืนยันว่า ประเทศกัมพูชาจะยื่นเขาพระวิหารเข้าสู่บัญชีมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 32 นี้ ทั้งๆ ที่คุณแอบทำกันมาโดยตลอด และในแถลงการณ์ร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งมีการตกลงกันที่จะเซ็นสลักหลังจากแถลงการณ์ร่วมพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งกัมพูชาเซ็นโดยนายซกอัน ส่วนที่กรุงเทพฯ เซ็นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.เช่นกัน เซ็นโดยนายนพดล นอกจากนี้ ในวันดังกล่าว ตัวแทนของยูเสนโกได้เซ็นพร้อมกันที่กรุงปารีส ฉะนั้นอย่ามาโกหก เพราะปัญหาดังกล่าวถูกนำขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และถ้าไม่มีเวทีแห่งนี้ ปัญหาเรื่องสิทธิ์บริเวณรอบเขาพระวิหารก็จะถูกขายไม่มีเหลือ และต่อไปเขาอาจจะเรียกร้องให้ปราสาทหินที่ อ.พิมาย ไปเป็นของพวกเขา”ดร.ภูวดล ระบุ
     
       ดร.ภูวดล กล่าวอีกว่า การตัดสินเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนั้น ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2505 โดยมีมติ 9 ต่อ 3 เสียง โดยคำตัดสินมีวลีสั้นๆ ระบุว่า ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา นี่คือคำตัดสินของศาลโลก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงดินแดนส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่วันนี้กำลังถูกผลักใสให้ไปเป็นของกัมพูชา แล้ว ส.ส.ศีรษะเกส ไม่รักชาติบ้านเมืองกันบ้างหรืออย่างไร และการตัดสินดังกล่าวถือเป็นข้อสิ้นสุด โดยปราศจากการอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนดินแดน และเขตปริมณฑลอื่นๆ ที่เป็นปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากความเฮงซวยของมหาอำนาจฝรั่งเศส ในการสร้างปัญหาปักปันดินแดน ซึ่งคุกคามประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่ 5
     
       สับนักการเมืองสุดโลภ-โกงชาติไม่รู้จักพอ
     
       ส่วนปัญหาเขาพระวิหารนอกจากนี้นั้น ดร.ภูวดล กล่าวว่า แม้กระทั่งจุดที่ตั้งก็เป็นปัญหา เพราะปราสาทเขาพระวิหารนั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ จ.พระวิหาร โดยตั้งอยู่ไกลจากกรุงพนมเปญ 400 กม. และตั้งไกลจากนครวัตร 140 กม.โดยมีพรหมแดนติดกับไทย ซึ่งต้องยอมรับเรื่องความรักชาติของผู้นำกัมพูชา ซึ่งไม่เคยขายชาติ จึงกล้าพนันว่าเลือกตั้งครั้งนี้ นายฮุนเซ็น คือวีระบุรุษของชาวกัมพูชา และจะได้เป็นนายกฯ คนต่อไป
     
       “ประเด็นต่อไปที่ต้องคำนึง คือ ปัญหาอธิปไตยของประเทศไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ซึ่งคนที่มีรากเหง้า และรู้คุณค่าของความเป็นชาตินั้น ไม่มีใครกล้าที่จะเอาดินแดนของประเทศชาติไปให้ใครย่ำยี และอยากถามนักการเมืองว่าจะโกงชาติกันไปถึงไหน จะโกงชาติกันไปถึงไหน ไม่พอกันหรืออย่างไร ขณะเดียวกันบรรดาสุนัขรับใช้ยังทำตัวเหมือนหมาขี้เรื้อนตามวัด ดังนั้นขอให้พี่น้องอย่าท้อแท้ เพราะความรักชาติของเราจะกลายเป็นพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสิ่งดี โดยคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา จะต้องมีเกียรติยศ และมีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ไม่เหมือนกับรัฐบาลเฮงซวยชุดนี้”ดร.ภูวดล ระบุ









ในที่สุดองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
ก็ประกาศรับการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแห่งใหม่  โดยกัมพูชาแล้ว
ที่เมืองควีเบค ณ วันที่ 8 กค. 2551

สำหรับรายละเอียดเรื่องการเสียสิทธิ์เรื่องดินแดนของไทย
อย่างไร หรือไม่ นั้น คนไทยทุกคนจะต้องติดตามข่าวอีกต่อไป





เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 ก.ค.
ได้มีการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแถลงด้วยวาจาและลงมติ
ในคำร้องที่ ส.ส. และ ส.ว.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 6 ประกอบมาตรา 154 วรรค 1 ว่า

คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย. 2551
ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามเป็นหนังสือสัญญา
ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่

ต่อมานายไพบูลย์ วารหะไพฑูรย์ เลขาธิการ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ
แถลงภายหลังการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งมีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธาน

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดให้ตุลาการฯแต่ละคน
ได้แถลงคำวินิจฉัยส่วนตน ก่อนลงมติ รวม 2 ประเด็น คือ 

มติ 8-1 ระบุแถลงการณ์ขัดมาตรา 190

ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า
มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญา

ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969
และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
จึงถือเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ประเด็นที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง
ยกเว้น นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า
แถลงการณ์ร่วมฯเข้าข่ายสนธิสัญญา
แต่ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา วินิจฉัยชี้ขาดว่า
แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับวันที่ 18 มิ.ย. 2551
เป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2
ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
 



สำหรับประเด็นที่จะเกิดขึ้น หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรนั้น
ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร 
รวมไปถึงการถอดถอนรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ
เพราะถือเป็นอำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง


ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเมื่อคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ 
คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบหรือไม่
นายไพบูลย์ตอบว่า ความรับผิดชอบอื่นไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการได้
เพราะคำวินิจฉัยนี้ชัดเจนอยู่ในตัวเอง แล้วว่าจะต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา
หลังจากนี้จะส่งคำวินิจฉัยดังกล่าวไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร
และประธานวุฒิสภา ได้รับทราบต่อไป โดยถือว่ามีผลนับตั้งแต่วันที่ศาลได้ลงมติ 

มีหลายคนที่ไม่เข้าใจ
หรือไม่ยอมเข้าใจ

ตามหัวกระทู้ก็แสดงไว้ชัดเจน

15 มิถุนายน ครบรอบ 46 ปี "ศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา"

นั่นคือที่ผ่านมาศาลโลกตัดสินเฉพาะตัวปราสาท
คือให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือตัวปราสาท
ไม่ได้หมายถึงแผ่นดินบริเวณรอบๆ


และแม้ศาลโลกจะตัดสินไว้ดังกล่าว
แต่ไทยก็ได้แสดงเจตจำนงสงวนสิทธิ์ที่จะหาหลักฐานมาคัดค้านในภายหลังไว้


ซึ่งข้อนี้ ก็เป็นที่ทราบดี
โดยเฉพาะกัมพูชา จึงได้มีความพยายามที่จะเจรจากับไทย
ให้ไทยยินยอมสนับสนุน ในการนำขึ้นจดทะเบียนเป็นมรดกโลก

สำหรับกรณีของนพดล ที่ไปเซ็นสัญญายินยอมกับกัมพูชาล่วงหน้าตั้งแต่ 22 พค.
แล้วมาให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามหลังเมื่อ 18 มิย.
และก็ถูกคำพิพากษาของศาลซึ่ง ตัดสินไปเมื่อวานนี้
ว่าผิดกฏหมาย ดังเสนอให้ทราบแล้ว

แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล
ที่จะทำให้ไทยเสียประโยชน์เพิ่มเติม
โดยก่อนนี้ นพดลก้ไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ที่ไปตกลงกับเขมร

ที่จริงรายละเอียดได้เสนอไว้ตั้งแต่ต้นกระทู้ มาเรื่อยๆแล้ว
หากตั้งใจอ่านอย่างละเอียดแล้ว จะเข้าใจ
และเจ็บปวด ในพฤติกรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้
เพราะข้อตกลของนพดลดังกล่าว เป็นการสละสิทธิ์ที่จะคัดค้านอีกต่อไป
และน่าสงสัยว่าจะเป็นการแถมที่ดินนอกเหนือจากตัวปราสาทให้เขมรด้วย



กระทู้นี้เสนอเรื่องราวเพื่อให้ทราบความเป็นไป
ในฐานะคนไทยรักแผ่นดินไทย
ไม่ได้ประสงค์จะว่าร้าย ผู้ใด


หากท่านใดยังไม่เข้าใจ
โปรดอ่านด้วยใจของคนไทยที่รักแผ่นดินไทย
และพิจารณารายละเอียด ด้วยเหตุผล
ก็จะเข้าใจว่าทำไมเราจึงควรเสียใจ

และที่เสียใจสุดๆ ก็อย่างคุณเอ็นจอยฯว่า
คือเสียใจกับการที่คนไทยด้วยกัน คิดเข้าข้างเขมร ยินดียกให้เขมร
โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียด หลักฐานที่มีการค้นคว้า นำเสนอโดยนักวิชาการ
และเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย
และไม่สังเกตุเห็น
พฤติกรรมที่รุกลี้รุกรน รีบเซ็นตกลงกับเขมร ของนพดล
โดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้อง และไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน





นพดล ยืนยันไทยไม่เสียดินแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมายืนยันอีกครั้ง
เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร
ไม่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย
ทั้งนี้ก็ไม่กังวลใจ หากเรื่องดังกล่าวจะเป็นประเด็นที่ทำให้ถูกโจมตี


นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมา
ยืนยันพร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้ง
เกี่ยวกับการขอจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

โดยระบุว่า การสนับสนุน การขอจดทะเบียนตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบ และไม่มีการเสียดินแดนอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
ขณะเดียวกันก็ได้กล่าวตอบโต้นักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เข้าใจผิด

โดยให้เหตุผลว่า การลงนามในข้อตกลงทั้งสองฝ่ายระหว่างรัฐบาลไทย
และกัมพูชานั้น ได้มีการระบุไว้เรียบร้อยแล้วว่า
การสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ไม่ถือว่าเป็นการ
ยอมรับในแผนที่หรือเขตพื้นที่เป็นอธิปไตยของกัมพูชา(ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนของกัมพูชา)


นอกจากนี้ก็ยังยืนยันอีกครั้งว่า
การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในครั้งนี้
ไม่ได้เป็นการเสียผลประโยชน์ แต่เป็นการได้เปรียบ
ซึ่งจะต้องมีการตกลงในพื้นที่ทับซ้อนกันต่อไป
ส่วนตนเองก็ไม่รู้สึกกังวลใจ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวอาจจะ
ถูกหยิบยกมาโจมตี เพราะว่า ได้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
และประเทศชาติจะไม่เสียหายอย่างแน่นอน

(19/06/51) 





ณ วันนี้ คนไทยขึ้นไปเหยียบบันไดปราสาทพระวิหารได้อยู่ไหม





-------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง