บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

‘ทักษิณ’กินรวบ! ‘เตียบัณห์’แถลงทุนพลังงาน‘ฮุนเซน-ปู’แบ่งเค้กอิงMOU

ไทยโพสต์

กระทรวงพลังงานสบช่องชงข้อมูล “ยิ่งลักษณ์” ก่อนบินเจรจาเขมรตกลงผลประโยชน์ในอ่าวไทย ระบุยึดโมเดลไทย-มาเลเซียแบ่ง 50-50 เผยกลุ่มบริษัทพลังงานซึ่งได้สัมปทานยังคงสิทธิ์ดำเนินการต่อได้ ขณะที่นายกฯ ปูควงสามีเข้ากัมพูชา “ฮุน เซน” ต้อนรับชื่นมื่น  ตามคาดตกลงแบ่งเค้กพลังงานอิงกรอบเจรจาเอ็มโอยูปี 44 เปิดคำพูด “เตีย บัณห์” ยัน “ทักษิณ” จะทำธุรกิจพลังงาน ส่วน “วีระ-ราตรี” อาจหมดหวัง เพราะกัมพูชาเล่นแง่ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ก่อน
 การเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 15 กันยายน ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ด้านพลังงานบริเวณพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย โดยก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์  ออกเดินทาง กระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปิโตรเลียมในพื้นที่ ไทย-กัมพูชา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาดังกล่าว
 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลัง บอกว่า ได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวสถานการณ์ปิโตรเลียมในพื้นที่ไทย-กัมพูชา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับทราบก่อนเดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเจรจาข้อตกลงเพื่อร่วมพัฒนาแหล่งสัมปทาน ปิโตรเลียม
 “หากกระทรวงการต่างประเทศเจรจาเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ทับซ้อนได้แล้ว กระทรวงพลังงานก็พร้อมเข้าไปเจรจาพัฒนาพื้นที่สัมปทาน ซึ่งอาจมีลักษณะเดียวกับการพัฒนาพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การเจรจาทั้งหมดจะอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และต้องมีการดำเนินการแบบโปร่งใส” นายพิชัยกล่าว
 นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า กรมเชื้อเพลิงได้เตรียมพร้อมในเรื่องข้อมูลหากการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชาเกิดขึ้น ซึ่งในหลักการจะใช้โมเดลเดียวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ที่พัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศแบ่งปันผลประโยชน์เท่าเทียมกันในอัตรา 50 ต่อ 50 ซึ่งไทยได้ผลตอบแทนคืนมาปีละ 1 หมื่นล้านบาท แต่กรณีของไทย-กัมพูชา จะเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ ที่ไทยจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด
 นายทรงภพกล่าวต่อว่า สำหรับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมในฝั่งไทยที่เคยมีอยู่นั้น ผู้ที่ได้รับสัมปทานเดิมยังคงได้สิทธิ์ในการดำเนินการ เนื่องจากรัฐบาลได้ระงับการขุดเจาะสำรวจไว้ชั่วคราว หลังเกิดกรณีพิพาท และที่ผ่านมาก็ยังไม่มีเอกชนรายใดเข้าไปดำเนินการต่อได้  โดยผู้ได้รับสัมปทาน ได้แก่ บริษัท Thailand Bloc 5&6 LLC ในแปลงสัมปทานที่ 5-6, บริษัท บริติช แก๊ส เอเชีย อิงค์ ในแปลงสัมปทานที่ 7-8-9, บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตฯ แปลงสัมปทานที่ 10-11-13 และพื้นที่ 12 (A) 12 (B)
อ้างต้องเจรจาเพื่อพลังงานอีก 10 ปี
 “ไม่อยากให้มองว่าการเจรจาครั้งนี้มีเรื่องของผลประโยชน์อื่นแอบแฝง แต่ต้องควรมองถึงแหล่งพลังงานที่จะเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพราะวันนี้ถ้าการเจรจามีผลออกมาชัดเจนในทางบวก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขุดก๊าซขึ้นมาได้ในทันที ต้องใช้เวลาและกระบวนการอีกมาก เพราะอย่างพื้นที่ไทย-มาเลเซีย ยังต้องใช้เวลานานถึง 26 ปี”นายทรงภพกล่าว
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาก็ได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตแก่บริษัท ปิโตรเลียมระดับโลกที่เข้ามาขอสัมปทานสำรวจขุดเจาะ เช่นเดียวกับฝ่ายไทย เช่น กลุ่มเชฟรอนและล่าสุดคือโตตาลออยล์จากฝรั่งเศส
 อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทที่ได้รับสัมปทานสำรวจขุดเจาะดังกล่าวทั้งฝ่ายไทย-กัมพูชายังไม่ สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจและผลิตได้ เนื่องจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่สามารถตกลงเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่างกัน และผู้ลงทุนยังไม่ชัดเจนว่าจะลงมือสำรวจขุดเจาะได้เมื่อใด การแบ่งปันผลประโยชน์จะตกลงกันอย่างไร
 เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.เตีย บัณห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เคยพูดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551   ขณะร่วมพิธีเปิดถนนหมายเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา โดยมี นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ในขณะนั้นเข้าร่วมพิธีด้วย
 พล.อ.เตีย บัณห์ ระบุว่า “พ.ต.ท.ทักษิณเคยเสนอที่จะเข้ามาลงทุนโครงการพลังงานในกัมพูชา และรัฐบาลกรุงพนมเปญก็ยินดีเปิดรับการลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพ หากเขาเข้ามาลงทุนในกัมพูชาจริง จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อไป”
 ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางถึงการเจรจาเรื่องพลังงานในอ่าวไทยกับประเทศ กัมพูชาว่า “ขอดูเรื่องจังหวะก่อน เพราะเราไปครั้งแรก เดี๋ยวจะรายงานให้ทราบอีกครั้ง”
 นายกฯ ยังกล่าวถึงการเจรจาเพื่อขอปล่อยตัวนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการปล่อยตัวหรือไม่ เบื้องต้นที่จะเดินทางไปกัมพูชา คงจะไปเปิดศักราชใหม่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา นี่เป็นภารกิจแรก และคงจะดูบรรยากาศการหารือในเรื่องการช่วยคนไทย
ปล่อยวีระ-ราตรีขึ้นอยู่กับเขมร
 ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชาพร้อมปล่อยตัวหากฝ่ายไทยหยิบยกขึ้นมาหารือ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เราก็ยินดี และจะหยิบยกมาหารือ แต่ดุลยพินิจปล่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับกัมพูชา ซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้
 “ในการทูตเราคงมีการเจรจาขอความช่วยเหลือมากกว่า ไม่ใช่การเจรจาต่างตอบแทน เป็นการเจรจาในการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องช่วยเหลือคนไทยทุกคนไม่ว่า อยู่ประเทศไหน อย่างไรบ้าง เราต้องทำทุกประเทศอยู่แล้ว” นายกฯ ระบุ
 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางเข้ากัมพูชาพร้อมกับนายกฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่าการปล่อยตัวนายวีระและ น.ส.ราตรี ขึ้นอยู่กับทางการกัมพูชา เพราะขณะนี้สถานทูตไทยประจำประเทศกัมพูชายังไม่ได้มีการประสานมายังกระทรวง การต่างประเทศ ส่วนแนวโน้มที่จะให้มีการปล่อยตัวหรือไม่นั้น  เราไม่ได้ไปพูดคุยไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม หวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศจะสามารถช่วยได้
 ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชาระบุว่าจะต้องรับโทษ 2 ใน 3 ก่อนถึงจะมีการปล่อยตัวได้ รมว.การต่างประเทศบอกว่า สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทางการกัมพูชาว่าจะทำอย่างไร แต่การพูดคุยกันครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ซึ่งอยู่ที่ว่าทางกัมพูชาจะคิดอย่างไร และในประเด็นต่างๆ จะมีรายละเอียดอย่างไรต้องมาว่ากันอีกครั้ง
 รมว.การต่างประเทศพูดถึงการเจรจาเรื่องพลังงานในอ่าวไทยกับกัมพูชาว่า ต้องรอดูอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องของเอ็มโอยูที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ทำไว้ เราจะต่อเนื่องหรือทำต่ออย่างไร ต้องดูก่อนว่าเราจะพูดคุยอย่างไร
 จากนั้น นายกฯ พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรส, นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ, นายสมปอง สงวนบรรพ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ, นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญในเวลา 15.25 น.
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะของไทยเดินทางถึงกัมพูชา นางอึง กัตถาภาวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสตรี ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ได้ให้การต้อนรับ และเชิญนายกรัฐมนตรีร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมภริยา รอต้อนรับ มีพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ
 ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ให้การต้อนรับคณะของนายกรัฐมนตรีไทยอย่างอบอุ่น ตลอดเส้นทางที่รถของคณะผ่าน มีเด็กนักเรียนและประชาชนยืนเรียงแถวริมทางเท้าตลอดเส้นทาง โบกธงชาติไทยพลิ้วไสว ต้อนรับคณะ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักลักษณ์ได้เข้าหารือกับสมเด็จฮุน เซน ก่อนเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี   พระมหากษัตริย์กัมพูชา ณ พระราชวังเขมรินทร์ แล้วช่วงค่ำได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันเดียวกันเวลา 21.20 น.
ตามคาดไทย-กัมพูชาวิน-วิน
สำนักข่าวซินหัวของจีน และสำนักข่าวดีเอพีในกัมพูชา รายงานอ้างการเปิดเผยของนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ว่า การพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับผู้นำกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ได้เห็นพ้องกันที่จะฟื้นฟูความร่วมมือกันในหลายประเด็น อาทิ เรื่องการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และเรื่องชายแดน
ระหว่างการหารือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เสนอที่จะจัดงานมหกรรมการค้าของสินค้าไทยในกรุงพนมเปญ ซึ่งผู้นำกัมพูชาได้ตอบรับ และนายกรัฐมนตรีไทยได้ร้องขอให้ปล่อยตัวนายวีระและ น.ส.ราตรี แต่สมเด็จฮุน เซน ตอบว่า ตนกำลังพิจารณาเรื่องนี้ รัฐบาลกัมพูชาจะขอให้พระมหากษัตริย์ของกัมพูชาทรงลดหย่อนโทษให้ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาต้องเคารพกฎหมายของกัมพูชา ซึ่งบัญญัติว่าผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษาจำคุกต้องรับโทษ 2 ใน 3 ก่อน จึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้
ในเรื่องชายแดนนั้น นายกฯ ฮุน เซน เสนอให้ผู้บัญชาการทหารของทั้งสองฝ่ายซึ่งประจำการที่ชายแดนได้พบปะกันอย่าง สม่ำเสมอเพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นมิตรเพื่อลดความตึงเครียด และเสนอด้วยว่าทั้งสองฝ่ายควรปรับกำลังที่ชายแดน
นายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า ในเรื่องความขัดแย้งเรื่องเขตแดนนั้น ผู้นำของทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ ซึ่งได้สั่งให้ประเทศทั้งสองถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราวในบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และเปิดทางให้ผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนเข้าไปในพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราว เพื่อสังเกตการณ์การหยุดยิง อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่ชัดในการถอนทหาร "สมเด็จฮุน เซนกล่าวว่าหากศาลโลกวินิจฉัยว่าพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรใกล้ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย กัมพูชาจะยกดินแดนส่วนนี้ให้แก่ประเทศไทยโดยไม่มีเงื่อนไข" นายฮอร์ นัมฮง กล่าว
ผู้นำของประเทศทั้งสองยังได้เห็นพ้องกันที่จะฟื้นฟูการเจรจาในเรื่องการ พัฒนาร่วมกันในเขตอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย โดยอิงกับบันทึกความเข้าใจปี 2544 และกลไกต่างๆ ที่มีอยู่
“ฮุน เซน” ได้ทีด่า “ปชป.”
สมเด็จฮุน เซน ได้แจ้งแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เปิดการเจรจาลับกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ทั้งสองฝ่ายเปิดการเจรจากันโดยเปิดเผยในเรื่องที่ เกี่ยวเนื่องกับบันทึกความเข้าใจปี 2544
นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังเสนอให้รัฐมนตรีมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวชายแดนเปิดการหารือ กันเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบค้ามนุษย์และปัญหาข้ามพรมแดนต่างๆ และเสนอให้เปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมที่สตึงบอต ใกล้กับเมืองปอยเปต เพื่อเป็นช่องทางการค้าชายแดนระหว่างประเทศทั้งสอง
"การพบหารือระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นไปด้วยบรรยากาศอันดีและมีความเข้าใจ กัน การหารือได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์"  รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชากล่าว
ด้านโฆษกรัฐบาลกัมพูชา นายเขียว กัณหฤทธิ์ กล่าวว่า การหารือระหว่างผู้นำทั้งสองนับเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชใหม่ของความร่วมมือ อย่างกว้างขวางระหว่างไทยกับกัมพูชา
 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเดินทางมาประเทศกัมพูชาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยยึดหลักเกณฑ์ 1.ความผิดเหมือนกัน 2.ไม่ใช่เรื่องการเมือง และ 3.ประเทศนั้นๆ ต้องใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเรื่องดังกล่าวรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ ก็เคยได้ดำเนินการโดยตลอด แต่ก็ไม่มีการออกหมายจับของตำรวจสากล เพราะไม่ตรงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อกฎหมายระบุว่าไม่สามารถทำได้ รัฐบาลก็จะไปดำเนินการไม่ได้
 สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ส.ส.เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย ที่จะเดินทางเข้ากัมพูชาเพื่อเตะฟุตบอลกระชับมิตรในวันที่ 24 กันยายนนั้น ล่าสุดศาลอาญาได้อนุญาตให้ นพ.เหวง โตจิราการ จำเลยในคดีร่วมก่อการร้าย ให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ระหว่างวันที่ 15-19 กันยายนนี้ เพื่อประสานงานล่วงหน้าเตรียมการจัดการเตะฟุตบอลกระชับมิตร โดยให้มารายงานตัวภายในวันที่ 26 กันยายน ทั้งต้องแจ้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบด้วย
 ด้านนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเยือนประเทศกัมพูชาซึ่งจะมีการเจรจาเรื่องพลังงานใน อ่าวไทยว่า เรื่องของการเจรจานั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่กรอบการเจรจาว่าจะใช้กรอบใด โดยรัฐบาลชุดก่อนมีความเห็นว่าข้อตกลงเมื่อปี 2544 มีความไม่เหมาะสม จึงควรที่จะชัดเจนก่อนที่จะกลับไปใช้หรือทำกรอบขึ้นใหม่ แต่ถ้าจะมีการเจรจาอีกครั้ง จะต้องมีกระบวนการผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ
 เมื่อถามว่า ดูเหมือนท่าทีของรัฐบาลไทยและกัมพูชาจะสอดคล้องกันว่าเรื่องผลประโยชน์ทับ ซ้อนทางทะเลเป็นเรื่องเร่งด่วน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อถึงช่วงการเจรจาต้องมีกรอบให้ชัดเจนว่าจะหารือในกรอบไหน เราทุกคนมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ารัฐบาลได้รักษาผลประโยชน์ของประเทศ
 นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ไทยต้องยืนยันว่าเราอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับกัมพูชาและอยู่ในครอบครัวอา เซียนด้วยกัน แต่ประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน เช่น ความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องเขตแดน ก็ควรที่จะหาทางปรับความเข้าใจกัน แต่ละประเทศก็ต้องรักษาสิทธิ์ของชาติตัวเอง ควรยืนยันว่าการขึ้นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยพยายามใช้ความเป็นมรดกโลกเป็นเครื่องมือในการอนุมัติแผนบริหารจัดการ พื้นที่ที่ถือว่าเป็นของเรา เราก็ไม่ยินยอม รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่จะต้องมีทั้งประเด็นแหล่งผลประโยชน์ การกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลจะต้องพูดให้ชัดว่าเรารักษาจุดยืนอย่างไร
 “ถ้าวางทุกอย่างบนโต๊ะให้ชัดแล้วถามทางกัมพูชาว่าจะเอาอย่างไร ด้านหนึ่งบอกว่าอยากจะคุยกัน แต่อีกด้านก็รุกโดยใช้กลไกมรดกโลก  ศาลโลกบ้าง ทำให้ไทยเราจำเป็นที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก” นายอภิสิทธิ์กล่าว.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง