บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

เขตแดนทางทะเลเอื่อย! เหตุกลัวนักการเมืองจุ้น นายพลสีเหลืองวิพากษ์ เจรจาล็อกสเปก-เอื้อปย.




กมธ.ต่าง ประเทศวุฒิฯ แนะกต.เร่งตั้งหัวหน้าทีมเจรจาด้านเทคนิคไทย-เขมร หวั่นมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางทะเลในอนาคตหากชักช้า อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯชี้ไทยขุดเจาะทรัพยากรที่เกาะกูดได้เลย ไม่ต้องรอแบ่งแดน เพราะเป็นของไทย นายทหารพธม.ฉะเจรจาแบบล็อกสเปค
วันที่ 28 ก.ย.2554 เวลา 09.30 น. ที่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนอโศกมนตรี คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดโครงการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง“ปัญหา MOU พ.ศ.2544 : เขตไหล่ทวีปไทย-กัมพูชา ไทยเสียเปรียบจริงหรือ?” โดยผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ กรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นายสมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ อดีตเสนาธิการฐานทัพเรือสัตหีบ และนายชุมพร ปัจจุสานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยนายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ กรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า การเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย จากเดิมคือนายอัษฎา ชัยนาม ไปเป็นนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์นั้น จะไม่กระทบต่อแผนการเจรจาพื้นที่เขตแดนทางบกที่เคยได้ดำเนินการมา เพราะเจ้าหน้าที่ได้วางแนวทางการเจรจาเรื่องนี้ไว้แล้ว และคงไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเขตแดนใดๆ ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพียงแต่รัฐบาลสามารถกำหนดขอบเขตและแนวทางการเจรจาเรื่องเขตแดนได้ผ่านทาง ประธานเจบีซี สำหรับพื้นที่เขตแดนทางทะเลนั้นยังไม่มีความคืบหน้า เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศยังไม่มีการตั้งหัวหน้าคณะเจรจาด้านเทคนิค ไทย-กัมพูชา(ซับเจทีซี - Sub JTC ) เพราะมีความหวาดระแวงว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปมีผลประโยชน์ ซึ่งตนมองว่าถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปมีผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ มีเพียงวิธีเดียวคือการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานในแหล่ง พลังงาน ทั้งนี้ ตนเป็นห่วงว่าถ้าไม่เร่งตั้งซับเจทีซี อาจทำให้ไทยเสียเวลาจำนวนมากในขั้นตอนการเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลใน พื้นที่ทับซ้อน และอาจกระทบต่อการใช้พลังงานด้านปิโตเลียมในอนาคตได้
ด้านนายสมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนยังไม่เคยพบเอกสารใดที่ระบุว่าไทยกับฝรั่งเศสไม่เคยมีการแบ่งพื้นที่ไหล่ ทวีปเลย ส่วนประเด็นของเกาะกูดที่มีการพูดถึงกันนั้น ตนยืนยันว่าเป็นของไทย เพราะในสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ลงวันที่ 21 มี.ค.2449 ระบุว่าฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้าย และเมืองตราดกับเกาะหลายที่อยู่ภายใต้แหลมสิงห์ลงไปถึงเกาะกูดให้แก่ไทย ทั้งนี้ เกาะกูดไม่ใช่พื้นที่ไหล่ทวีปแต่เป็นจุดทางบกที่เป็นแผ่นดินของไทยเช่นกัน จึงไม่ต้องมีการแบ่งในพื้นที่นี้ ซึ่งถ้ามีทรัพยากรใดที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ เราก็สามารถขุดเจาะได้ อย่างไรก็ตาม แม้ฝรั่งเศสจะสละเกาะกูดให้กับไทยแล้ว แต่ยังมีกรณีที่กัมพูชาลากเส้นแบ่งเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไทยจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ได้ และไทยสามารถขุดเจาะใช้ทรัพยากรได้เลย ถ้าเกิดข้อพิพาทกับกัมพูชาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรากลับให้มีการบรรจุการลากเส้นโดยกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวลงในเอ็มโอยู ปี 2544 จึงถือว่าฝ่ายไทยยอมรับและรับรู้แล้ว ทำให้เกิดผลทางกฎหมายที่เปลี่ยนไป
ด้านนายชุมพร ปัจจุสานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การมองว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบนั้นต้องดูที่กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เส้นกำกับที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นบริเวณไหล่ทวีปนั้นถือว่ากัมพูชาทำไม่ถูก ต้อง เพราะไม่ควรอ้างถึงเกาะกูดที่เป็นของไทย และการที่ฝ่ายไทยกับกัมพูชาลากเส้นกำกับก็เป็นการที่ต่างฝ่ายต่างอ้าง อาณาเขตอย่างสูงสุด โดยเป็นการประกาศฝ่ายเดียวที่ผูกพันผู้นั้นเอง ไม่เกี่ยวกับอีกฝ่าย ดังนั้นหากต้องการทำเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ได้ข้อยุติ มี 2 ทาง คือ 1.การเจรจา และ 2.นำเรื่องให้ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากนำเรื่องให้ศาลโลกพิจารณา ไม่ว่าผลจะออกมาทางไหน ทั้ง 2 ประเทศก็ต้องยอมรับ สำหรับประเด็นเรื่องพื้นที่ในขณะนี้ ตนมองว่าสิ่งที่ควรจะนำมาคิดและเร่งเจรจา คือ พื้นที่โดยรอบเกาะกูด ว่าจะกำหนดเส้นอาณาเขตรอบเกาะกูดด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เส้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างนั้นสามารถถูกนำมารวมกันได้เพื่อนำมาพัฒนาหรือใช้ ประโยชน์ร่วมกัน และลืมการแบ่งเขตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้ง
               
พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่าตนขอให้ข้อมูลว่าเส้นเขตแดนทางบกและทางทะเล ระหว่างไทย – กัมพูชา เป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นหากเส้นเขตแดนบนบกเป็นเช่นไร จะไม่มีผลผูกพันกับเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งเขตแดนทางทะเลนั้น ตามหลักสากล กำหนดให้เป็นสิทธิของรัฐที่จะประกาศพื้นที่ใช้สอย หรือเสรีภาพทางทะเล ตามหลักสากลกำหนดให้เขตครอบครองนั้นมีเนื้อที่ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5 กม. จากเส้นไหล่ทวีป นอกจากนั้นให้ถือว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน สำหรับประเด็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วย พื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปซับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (เอ็มโอยู 2544) จะยกเลิกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะพิจารณา แต่หากมีการยกเลิก ตนรู้สึกเสียดายในส่วนที่บัญญัติไว้ในเอ็มโอยู 2544 ที่มีประโยชน์ คือ ในข้อ 2 (ฉ.) ระบุให้มีการแบ่งเขตแดนซึ่งสามารถยอมรับได้ร่วมกัน ซึ่งในส่วนดังกล่าวถือว่าเป็นความหวังที่เฝ้ารอมานานว่าหากเมื่อมีการเจรจา เรื่องเขตแดนที่ยอมรับได้ร่วมกัน เส้นเขตแดนทางทะเลที่กัมพูชาเขียนไว้จะหายไป เพื่อมากำหนดเส้นเขตแดนร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชาเส้นใหม่
ขณะที่พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ อดีตเสนาธิการฐานทัพเรือสัตหีบ และโฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า เอ็มโอยู ปี 2544 มีตัวละครที่ควบคุมเรื่องผลประโยชน์ คือ 1.นักการเมืองที่ควบคุมและอยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่ผู้เจรจา 2.นักวิชาการ และ 3.ข้าราชการที่จะรับลูกจากนักการเมือง ส่วนประชาชนถ้ารู้ไม่ทันนักการเมือง ก็จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ขณะที่บทบาทนักการเมืองเข้าไปกำกับเป็นส่วนมาก ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เป็นตัวควบคุมนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และนายวาร์ คิมฮง ประธานเจบีซีฯ ฝ่ายกัมพูชา อีกทั้งการเจรจาในปัจจุบัน นักการเมืองเข้ามา ทั้งนี้ คำตอบสุดท้ายของเอ็มโอยูนี้มีผลต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างมาก เราจึงต้องมองก้าวไปสู่ตรงนั้นด้วย และหลังจากมีเอ็มโอยูฉบับนี้แล้ว ทำให้การเจรจาไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องเส้นเขตแดน มีแต่ความก้าวหน้าเรื่องผลประโยชน์ นอกจากนี้ การเจรจาทุกครั้งต้องมีการเจรจานอกโต๊ะโดยนักการเมือง ซึ่งกัมพูชายืนยันว่าต้องการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่สนใจเรื่องเส้นเขตแดน แต่ไทยยืนยันว่าต้องแบ่งเส้นเขตแดนก่อนแบ่งผลประโยชน์ ตนเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบล็อกสเปคและเอื้อผลประโยชน์ทับซ้อน

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

รู้ทันฮุนเซน'จิ้งจอกแห่งพนมเปญ'



รู้ทัน'ฮุนเซน' : 'จิ้งจอกแห่งพนมเปญ' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา'

          จบไปแล้ว สำหรับละครฉากใหญ่ “ไทย-กัมพูชา” ชื่นมื่นรื่นรมย์ คนกัมพูชาเองก็ตื่นเต้น เป็นการเตะฟุตบอลโชว์ครั้งของ "ฮุนเซน" ในรอบ 30 ปี แห่กันเข้าสนามโอลิมปิกสเตเดี้ยมจนแน่นขนัด ขณะที่คนไทยก็ได้เห็นคนที่ไม่เคยได้เห็น เพราะเป็นคนที่กระบวนการยุติธรรมไทยต้องการตัวทั้ง 'จักรภพ เพ็ญแข' , 'ดรุณี กฤตบุญญาลัย' , 'อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง'

          งานนี้ นักโทษหนีคดีทั้งหลายปรากฎตัวอย่างเอิกเกริก ปลอดภัยภายใต้การดูแลของ 'ฮุนเซน'
          ผลพลอยได้ที่เป็นของแถมคือ “วีระ-ราตรี” ที่จะได้กลับไทยอีกต่างหาก
          แน่นอนว่า ใคร ๆ ก็ชอบที่ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่มีใครอยากจะให้เราต้องพูดกันด้วยรถถังปืนใหญ่ ลูกระเบิด เป็นแน่
          แต่หลังจากเสียงหัวเราะเฮฮา ของบรรดาผู้นำของสองประเทศ แล้วกลับมาดูสิ่งที่ไทยกับกัมพูชาต้องเผชิญหน้ากันหลังจากนี้แล้วน่าตกใจ เพราะพบว่ามันไม่ได้หวานแหววเหมือนภาพที่เห็น เพราะเรากับกัมพูชายังมีประเด็นให้ต้องต่อสู้กันอีกเพียบ ล้วนเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน
          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาทพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ที่กัมพูชากำลังขอให้ศาลโลกตีความว่า เป็นของใคร และเรื่องสำคัญคือผลประโยชน์ใต้ทะเลก๊าซธรรมชาติ-น้ำมัน ที่อ่าวไทยในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา
          ขณะที่ความเขี้ยวของ "ฮุนเซน" ก็เป็นที่ประจักษ์แจ้งไปทั่ว อดีตนักรบจากเมืองกัมปงจามคนนี้ ก้าวขึ้นเป็นรมว.ต่างประเทศกัมพูชาตั้งแต่อายุ 27 ปี นักข่าวต่างชาติเรียกเขาว่า “จิ้งจอกพนมเปญ” และชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาเพราะเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวหาตัวจับยาก
          "ถึงจะเป็นผู้นำรัฐเล็ก ภาษาอังกฤษพูดไม่ค่อยได้ แต่ลีลาที่ "ฮุนเซน" ต่อรองระหว่างรัฐนั้น แพรวพราว หาดูได้ยาก เวลาที่ "ฮุนเซน" เถียงมหาอำนาจจะเห็นว่าเด็ดดวง”
          "นิติภูมิ นวรัตน์" คอลัมนิสต์คนดัง เคยเขียนถึงเขาเอาไว้
          น่าคิดอย่างยิ่งว่า ที่นายกฯ "ฮุนเซน" เลือกที่จะคบกับ "ทักษิณ" เพราะอะไร เป็นเพราะ "ฮุนเซน" มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ทนเห็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกรังแกไม่ไหว จึงต้องเอื้อมมือเข้ามาช่วยใช่หรือไม่
          คำตอบคือไม่ใช่ เพราะวิถีการปกครองแบบ "ฮุนเซน" ในกัมพูชา เป็นที่รับรู้กันว่า เป็น "เผด็จการตัวพ่อ" นักการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ต้องลี้ภัยไปเมืองนอก
          เอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชน ที่ทำงานรณรงค์ในกัมพูชารู้ดีถึงพิษสงของรัฐบาล "ฮุนเซน" ว่า ใช้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวางขนาดไหน เสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนถูกลิดรอน สื่อก็ถูกยึดกุมโดยรัฐ
          เจ้าของสื่อที่มีอิทธิพล เป็นของลูกสาวของนายกฯ "ฮุนเซน" เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามว่าชาวกัมพูชาจะมีโอกาสได้ยินเสียงที่แตกต่างจาก รัฐบาลได้น้อยเต็มที่
          ถ้าไม่ใช่เพราะ "ฮุนเซน" มีความศรัทธาในวิถีแห่งประชาธิปไตย ฉะนั้น การคบหากับรัฐบาลไทย ความสัมพันธ์กับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ก็เป็นไปได้ว่า ซ่อนด้วยผลประโยชน์ก้อนโตที่กำลังรอการแบ่งเค้ก
          นั่นคือน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
          โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อน 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร
          กระทรวงพลังงานของไทยเอง เคยระบุว่า น้ำมันและก๊าซในจุดนั้นมีมูลค่า 5 ล้านล้านบาท ที่ตอนนี้ "ฮุนเซน" เปิดให้กลุ่มทุนปิโตรเลียมสัมปทานไปบางส่วนแล้ว
          นี่คือเดิมพันของชาติ ที่คนไทยจะมองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ต้องหูตาสว่าง
          สื่อกัมพูชาเองเคยรายงานว่า "ฮุนเซน" นั้น ยึดถือเอากลยุทธ์ของซุนวู "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" เป็นกลยุทธ์ในการบริหาร
          การที่ "ฮุนเซน" แสดงความเป็นมหามิตรกับ "ทักษิณ" เลี้ยงดูเครือข่ายเสื้อแดง แม้ว่า จะทำผิดกฎหมายร้ายแรงในประเทศไทย เพราะว่า "ฮุนเซน" รู้ดีว่า "ทักษิณ" มีข้อมูลการเจรจาของฝ่ายไทย และนั่นคือผลประโยชน์ของกัมพูชา
          ไม่ได้ต้องการให้ระแวง แต่คนไทยต้องรู้ทันความซับซ้อน ซ่อนเล่ห์ของอดีตนักรบเขมรแดงที่ชื่อ "ฮุนเซน" คนนี้ให้มากขึ้นกว่านี้
          จิ้งจอกยังไงก็เป็นจิ้งจอกวันยังค่ำ

ขอโอกาสทำงานต้องให้ตรวจสอบ

ขอโอกาสทำงานก็ต้องเปิดทางให้ตรวจสอบ : ขยายปมร้อน โดยนันทิดา พวงทอง            ส่องกล้องขยายประเด็นร้อน กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 กันยายน มีคำสั่งสายฟ้าแลบ ปรับเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) โดยแต่งตั้ง "ทูตบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์" นั่งเก้าอี้ประธานเจบีซีคนใหม่ แทน "ทูตอัษฎา ชัยนาม"             แน่นอนว่าย่อมมีผลให้ "ทูตวีรชัย พลาศรัย" เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของประธานเจบีซีต้องยุติลงบทบาทในส่วนนี้ลง แต่ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าคณะดำเนินการด้านกฎหมายต่อสู้คดีในศาลโลกต่อกรณีปราสาทพระวิหาร โดยเดือนพฤศจิกายนนี้ "ทูตวีรชัย" จะนำทีมกฎหมายไปมอบเอกสารเกี่ยวกับการตีความของฝ่ายไทย ที่มีต่อคำพิพากษาของศาลโลก ในปี 2505             ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในทุกยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งการแต่งตั้ง "ทูตบัณฑิต" ทำหน้าที่ประธานเจบีซีคนใหม่ โดยอ้างเหตุผลเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เนื่องจากจุดยืนในการเจรจาของไทยก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของรัฐบาลนั้นๆ ด้วย             ในภาวะที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทย-กัมพูชามีความผ่อนคลาย และความสัมพันธ์ที่ถูกฟื้นฟูให้ดีขึ้น ย่อมเอื้ออำนวยต่อบรรยากาศให้คณะทำงานเจบีซีสามารถตั้งโต๊ะเจรจาให้เกิดผลรุดหน้าจากเดิมได้ หลังจากที่หยุดชะงักมานาน หลังจากคณะทำงานเจบีซีได้พบปะกันที่โบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ก็ยังไม่มีผลคืบหน้าใดๆ             หากเจาะลึกในตัวบุคคลถึงความเหมาะสมของคณะทำงานเจบีซีชุดใหม่ จะเห็นว่า ล้วนแต่เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับกัมพูชาเป็นอย่างดี เริ่มจาก "ทูตบัณฑิต" นักกฎหมายรุ่นเก๋า ผู้ที่เข้าใจปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีระดับหนึ่ง โดยในเหตุการณ์เผาสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เมื่อปี 2546 "ทูตบัณฑิต" ในฐานะทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น เป็นผู้ประสานเจรจากับกัมพูชา เพื่อชดเชยค่าเสียหายให้แก่ทางการไทยและเอกชนไทย             ส่วนทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายเจบีซีใหม่ ประกอบด้วย "ทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย" เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ถือได้ว่ามีความชำนิชำนาญเรื่องเขตแดนไทยกัมพูชา พอๆ กับการตรวจดูดวงชะตาลายมือทีเดียว อีกทั้ง "ทูตประศาสน์" ยังอยู่ในคณะทำงานเจบีซีในทุกยุคสมัย แม้การเมืองจะเปลี่ยนขั้วอยู่บ่อยก็ตาม             ขณะที่ "ทูตณัฐวุฒิ โพธิสาโร" ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายอีกคน ก็ทำงานคลุกคลีกับกัมพูชามานานเกือบตลอดอายุราชการก็ว่าได้ นับว่าเป็นผู้รู้เรื่องเขมรที่ดีคนหนึ่งของกระทรวง โดย "ทูตณัฐวุฒิ" เคยดำรงตำแหน่งอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ หากย้อนไปดูภูมิหลังแล้ว จะทราบได้ "ทูตณัฐวุฒิ" เป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ "จำนง โพธิสาโร" ส.ส.ศรีสะเกษ 7 สมัย เดินทางเข้าออกกัมพูชานับครั้งไม่ถ้วน             นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน จะช่วยส่งเสริมให้ความร่วมมือใดๆ เดินหน้าต่อไปได้แล้ว ยิ่งการที่คณะทำงานเจบีซีชุดใหม่ ซึ่งไม่มีภาพลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชามาก่อน ตรงจุดนี้อาจจะเป็นจุดแข็งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อโน้มน้าวกัมพูชาให้กลับสู่การโต๊ะเจรจาเจบีซีในเร็ววันนี้ได้             ทั้งนี้ การเปลี่ยนตัวบุคคลในคณะทำงานเจบีซีของฝ่ายไทยที่มีขึ้นบ่อยๆ นั้น ย่อมมีผลต่อการดำเนินยุทธศาสตร์ในระยะยาว ต่างจากฝั่งกัมพูชา ที่มอบหมายให้ "นายวา คิม ฮอง" ประธานเจบีซีฝ่ายกัมพูชา ดูแลเรื่องนี้นานนับสิบปี โดยนายคิม ฮอง จับงานเรื่องเขตแดนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นข้าราชการหนุ่ม จนมาถึงตอนนี้ได้รับแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ดูแลเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาเขตแดนทางบก ให้แก่ "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา             ตราบใดที่การเมืองภายในของไทยยังไม่นิ่ง ทุกฝ่ายยังนำประเด็นเรื่องเขตแดนมาสร้างเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองภายใน และเขย่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาให้ปั่นป่วนเป็นระยะๆ ย่อมจะส่งผลให้คณะทำงานเจบีซีทำงานยากขึ้น             โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ยังเดินทางเข้าออกกัมพูชา และ "สมเด็จฮุน เซน" ยังทำตีซี้สนิทกับ "ยิ่งลักษณ์" ที่จะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่ประชาชนในเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อน             "เขตแดน" เป็นประเด็นอ่อนไหวของทุกประเทศ ที่ควรให้ห่างไกลจากประเด็นการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ ต้องยอมรับว่า ผู้ที่ถูกมอบหมายงานให้ดูแลเรื่องนี้ เป็นผู้เสียสละ เพราะเจรจาเขตแดนเป็นเรื่องปลืองตัว โดยเฉพาะกับข้อกล่าวหา "ขายชาติ"             ดังนั้นจึงต้องเปิดโอกาสให้คณะทำงานเจบีซีชุดใหม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือเสียก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบแบบทำงานคู่ขนาน เพื่อแสดงความโปร่งใสและช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

เขมร สันดานเนรคุณ ....

เสมา ขุนศึกรักสถาบัน เมื่อปีพศ. ๒๐๗๕ ในรัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ ( ช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจากพระชัย ราชามาเป็นพระเทียรราชา หรือพระมหาจักรพรรดิ ) กรุงหงสาวดีได้ยกทัพมาตี ไทย ฝ่ายเขมรพระยาละแวกเห็นได้ทีจึงยกทัพเข้ามาทางปราจีนบุรีกวาดต้อนผู้คน กลับไปเขมรจำนวนมาก หลังจากพม่ายกทัพกลับไปสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรง พิโรธมาก จึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปถึงเมืองพระตะบองและละแวก พระยาละแวก เห็นท่าจะแพ้ในการศึกจึงมีราชสาสน์มากราบทูลพระมหาจักรพรรดิ จับใจความได้ ว่า “ ข้าพระองค์ผู้ปกครองกัมพูชา มิได้เกรงพระบรมเดชานุภาพที่ไปกวาดต้อน คนจากปราจีนบุรี ขออย่าทรงพิโรธยกทัพมาตีเมือง ข้าพเจ้าจะนำเครื่องราชบรรณา การมาถวาย และเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปวสาน ” หลังจากนั้น ๓ วันพระยา ละแวกได้นำเครื่องราชบรรณาการพร้อมด้วยนักพระสุโทและนักพระสุทันเป็นราชบุต มาเข้าเฝ้า ทางพระมหาจักรพรรดิก็ทรงคลายพิโรธและขอนำโอรสทั้งสองไปเลี้ยง ดู พระยาละแวกก็ยอมจากนั้นก็กวาดต้อนคนชาวปราจีนบุรีกลับคืนมาฝั่งไทย ต่อมาไม่นานญวณได้ยึดเมืองละแวก ไทยจึงส่งกองทัพไปช่วยเพื่อตีเมืองคืนแต่ทำไม่สำเร็จ ในปีพศ.๒๑๑๓ รัชสมัยพระมหาธรรมราชาหลังจากที่ไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว พระยาละแวกจากเขมรได้ถือโอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองนครนายก(ทั้งที่เคยให้สัจจะว่าจะขอเป็นข้าพระบาทกษัตริย์ไทยชั่วกัลปาวสาน) พระมหาธรรมราชาจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปปราบ ให้ทหารนำปืนจ่ารงค์ยิงไปถูกพระจำปาธิราชของเขมรตายคาที่บนคอช้าง ทัพของเขมรถอยกลับไปแต่ก็ย้อนกลับมาปล้นเมืองอีกหลายครั้ง นอกจากนี้พระยาละแวกยังนำทัพมากวาดต้อนผู้คนแถวจันทรบุรี ระยอง ฉะเชิง เทรากลับไปเขมรจำนวนมากด้วยความคดในข้องอในกระดูกพระยาละแวกได้ยก ทัพมาถึงปากน้ำพระประแดงโจมตีเมืองธนบุรีจับชาวเมืองธนบุรีและนนทบุรีเป็น เชลยจำนวนมาก เลยได้ใจรวบรวมคนหมายจะตีกรุงศรีอยุธยา แต่งทัพเรือ ๓๐ ลำเข้าปล้นบ้านนายก่าย แต่โชคไม่ดีถูกปืนใหญ่ของไทยยิงตายเป็นจำนวนมาก ฝ่ายเขมรแตกทัพหนีกลับไปทางพระประแดง หนีไม่หนีเปล่ายังกวาดต้อนผู้คนแถวสาครบุรีกลับไปอีกด้วย ..... ปีพศ.๒๑๒๙ พระยาละแวกเห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีเมืองปราจีน สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า “ พระยาละแวกตบัตสัตย์อีกแล้ว จึงต้องยกไปปราบให้ราบคราบ ” ผลการศึกกองทัพไทยไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก ในปีพศ.๒๑๓๒ หลังจากสมเด็จพระนเรศวรครองราชย์ ทรงปรึกษาข้าราชการว่า... กษัตริย์เขมรมีใจคิดไม่ซื่อเหมือนพระยาละแวก ชอบซ้ำเติมไทยในยามศึกกับพม่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปแก้แค้นเอาโลหิตมาล้างพระบาท

กระชับอ่าวไทย! 'ฮุนเซน'แบไต๋แบ่งสมบัติ-สุดชื่นมื่นเตะเพื่อแม้ว

  ไทยโพสต์

ศึกฟาดแข้งเพื่อนายใหญ่ พนมเปญแทบแตก ซัลโวกันอุตลุด นักประชาธิปไตยเสื้อแดงกอดคอเผด็จการฮุน เซน สนุกกันสุดเหวี่ยง ดวดกันถึงตี 3 ฮือฮา! ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายปรากฏตัว "จรัล-ดารณี" กบดานในเขมร กลับหลังหัน "ยุทธศักดิ์" เผยผลหารือสมเด็จฮุน  เซน ระบุเรื่องดินแดนไม่สำคัญเท่ากับทำอย่างไรให้สามารถทำพื้นที่ที่มีปัญหาให้ เกิดประโยชน์ร่วมกันได้
 การเตะฟุตบอลระหว่าง ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง และผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาของกัมพูชาที่กรุงพนมเปญเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลังความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดน เกิดการปะทะกันหลายครั้ง มีทหารทั้ง 2 ฝ่ายและประชาชนล้มตายจำนวนมาก
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมพนมเปญ หลังจากที่แกนนำ นปช.และคณะกว่า 100 คน เดินทางมาพักค้างแรมก่อนแข่งขันฟุตบอลเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในวันรุ่ง ขึ้น  คณะทั้งหมดได้รับประทานอาหารเย็นและสังสรรค์กันที่ Zenith Lounge ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโรงแรมเดียวกันเพื่อรอต้อนรับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาในครั้งนี้ในฐานะหัวหน้าทีมฟุตบอลฝ่ายไทย
 ช่วงหนึ่งคณะ นปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์,  นพ.เหวง โตจิราการ, นางธิดา ถาวรเศรษฐ ได้พบปะกับ พล.อ.เตีย บัณห์ รมว.กลาโหมกัมพูชา ที่เดินทางกลับจากงานเลี้ยงรับรอง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม โดยทั้งสองคณะต่างเข้าทักทายและสนทนากันอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง
 ยังพบ ว่า นายจรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำ นปช.ที่ยังคงหลบหนีคดีก่อการร้าย ได้เดินทางมาร่วมกับคณะของคนเสื้อแดงด้วย โดยช่วงหนึ่งนายจรัลได้เดินไปหาพรรคพวกที่โต๊ะใหญ่ ทันทีที่นายจตุพร  เห็นได้โผเข้ากอดเป็นคนแรก ตามด้วยนายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายณัฐวุฒิ
 จากนั้นนายจรัลได้สนทนากับแกนนำ นปช.โต๊ะใหญ่ชั่วครู่ และเดินออกมานอกบริเวณดังกล่าวไปยังโถงล็อบบี้โรงแรมซึ่งมีอีกวงสนทนาของ เหล่าคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นำโดยนางธิดา, บุตรชาย ส่วน นพ.เหวงและนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ตามมาสมทบในเวลาไม่นานนัก
 นายจรัลในวันนี้นอกจากร่างกายจะซูบลงแล้ว ตลอดการเดินทางยังมีการ์ดในชุดสีดำอย่างน้อย 2 คนตามติดตลอดเวลา โดยนายจรัลมีท่าทีหลีกเลี่ยงต่อข้อถามผู้สื่อข่าวตลอดเวลา เขาเปิดเผยเพียงว่า ส่วนใหญ่เดินทางไปในยุโรปเพื่อพบปะบุคคลต่างๆ ที่ยังไม่เดินทางกลับไทย เพราะยังไม่เคลียร์เรื่องคดี
 เมื่อพยายามถามย้ำว่า จะกลับเมืองไทยหรือไม่ เพราะคนอื่นๆ ก็เคยกลับไปและเคลียร์เรื่องคดีหมดแล้ว นายจรัลนิ่งไปสักพักก่อนย้ำถึงคำตอบเดิมคือ ขอเคลียร์คดีก่อน และเดินหนีออกจากวงสนทนาไปทันที
 ต่อมาเมื่อนายสมชายเดินทางมาถึงราว 21.30 น. ได้นั่งสังสรรค์กับแกนนำคนเสื้อแดงครู่หนึ่ง ก่อนขนคณะออกจากโรงแรมเดินทางไปที่โกลเดนบอสซิตี้ไนต์คลับ สถานบันเทิงรูปแบบเต้นรำและรำวงซึ่งเป็นที่ขึ้นชื่อของประเทศกัมพูชา
สนุกกันสุดเหวี่ยง
 บรรยากาศในคลับรำวงแห่งนี้เต็มไปด้วยแกนนำและสมาชิกคนเสื้อแดงกว่า 100 คน ที่สนุกสนานกันสุดเหวี่ยง ทั้งนายจตุพร, นายณัฐวุฒิ  และ นพ.เหวง  ต่างก็จูงมือภรรยาออกมารำวงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ใบหน้าของแกนนำและสมาชิกทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ราวกับว่ามาปลดปล่อยจากภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่เมืองไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งพราหมณ์ศักดิ์ระพี พรหมชาติ พราหมณ์ นปช.ที่ร่วมคณะมาด้วย
 ในช่วงท้าย นายจตุพรและนายณัฐวุฒิได้ขึ้นเวทีร้องเพลงทั้งเพลงรำวง เพลงแหล่ โดยเฉพาะเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ทำให้แกนนำและสมาชิกที่มาต่างร่วมขับร้องด้วยความรู้สึกอินในอารมณ์ของเพลง จนกระทั่งถึงเวลาสถานบันเทิงปิดประมาณเวลา 01.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย. คณะจึงได้เดินทางไปรับประทานข้าวต้มรอบดึกที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ในขณะที่แกนนำบางส่วนยังสนุกสนานอยู่ร้องรำทำเพลงกันในภัตตาคารระหว่างทาน อาหารกันไป กระทั่งเวลา 03.00 น.เศษจึงได้เดินทางกลับที่พัก
 สำหรับการเดินทางมาประเทศกัมพูชาครั้งนี้ของคนเสื้อแดง ได้รับการต้อนรับอย่างดีในฐานะแขกวีไอพี เมื่อเดินทางไปไหนจะมีรถนำขบวนเคลียร์เส้นทางอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ โดยมีนายเกียง ฮวด หรือที่เหล่าคนเสื้อแดงเรียกกันติดปาก ผอ.ฮวด เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งเขาผู้นี้มีอิทธิพลอย่างมากในกัมพูชา เพราะเป็นเลขาฯ ส่วนตัวสมเด็จฮุน เซน คอยให้การต้อนรับและดูแลอย่างอบอุ่นตลอดงาน
 นาย เกียง ฮวด คนนี้เป็นที่รู้กันภายในวงของ นปช.ว่ามีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแกนนำคนเสื้อแดงหลายคน และยังสามารถอ่านและพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งยังเป็นคนที่รู้ข้อมูลเมืองไทยอย่างกว้างขวาง ทราบถึงท่าทีของสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องและสื่อสิ่งพิมพ์แต่ละสำนักของเมือง ไทยว่ามีจุดยืนอย่างไร จนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างละเอียด
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. นางวิไลวรรณ สมความคิด มารดานายวีระ สมความคิด อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศกัมพูชา ได้เดินทางมาพบนางธิดาและ นพ.เหวงที่โรงแรมพนมเปญโฮเต็ล เพื่อขอให้แกนนำคนเสื้อแดงช่วยเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ปล่อยตัวนายวีระ
ขอให้ช่วย "วีระ"
 นางวิไลวรรณให้สัมภาษณ์ว่า ตนและนายวีระได้ร่วมกันเขียนจดหมายเพื่อแสดงความจำนงในการที่จะลดความ เคลื่อนไหวเรื่องการเมืองทันทีที่นายวีระได้รับการปล่อยตัวให้กลับประเทศไทย และมีความยินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลมีแนวคิดในการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างไทย และกัมพูชา เพราะแม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมนายวีระทุกสัปดาห์ ทำให้เสียทั้งเวลาทั้งงบประมาณ และเสียสุขภาพอย่างมาก ซึ่งทาง ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็รับปากว่าจะช่วยเหลือในการเร่งโครงการแลกเปลี่ยนนักโทษ ให้เร็วขึ้น
  สำหรับการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทีมเรดพีซของแกนนำคนเสื้อแดง กับทีมสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา ที่สนามโอลิมปิกสเตเดียมพนมเปญนั้น เริ่มขึ้นในเวลา 14.30 น.ของประเทศกัมพูชา โดยทีมเรดพีซนั้นสวมใส่ชุดสีแดง นำทีมโดยสมเด็จฮุน เซน ที่สวมเสื้อหมายเลข 9 และเป็นกัปตันทีมเรดพีซ, จอมพลเตา สุขขะ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ผู้นำกัมพูชา หมายเลข 7, นายณัฐวุฒิ  หมายเลข 14, นายจตุพร   หมายเลข 8 และ นพ.เหวง หมายเลข 20
 ส่วนทีมสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชานั้น สวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีขาว นำทีมโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สวมเสื้อเลข 9 และเป็นกัปตันทีมสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา, นายเฮง สำริน ประธานรัฐสภากัมพูชา สวมเสื้อหมายเลข 8, นายสุชาติ ลายน้ำเงิน หมายเลข 24
 โดยมีแกนนำคนเสื้อแดงและนักการเมืองรวมไปถึงข้าราชการระดับสูงของ กัมพูชาร่วมลงเตะให้ทั้งสองทีมคละกันไป มีกองเชียร์คนเสื้อแดงที่เดินทางมาจากประเทศไทยกว่า 3,000 คน และประชาชนชาวกัมพูชาที่เข้ามาชมจนเต็มความจุของสนามโอลิมปิกหลายหมื่นคน
 นอกจากนี้ยังพบว่า ระหว่างการแข่งขัน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และ น.ส.ดารณี กฤตบุญญาลัย อดีตแกนนำคนเสื้อแดงที่หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ได้เดินทางมาเชียร์ฟุตบอลนัดพิเศษตลอดการแข่งขัน
 สำหรับบรรยากาศในการแข่งขันค่อนข้างทุลักทุเลเนื่องจากนักฟุตบอลทั้งสอง ทีมค่อนข้างที่จะอายุมาก ระหว่างการแข่งขันก็มีฝนโปรยลงมา ทำให้เกิดการล้มลุกคลุกคลานเป็นที่สนุกสนานของกองเชียร์ตลอดการแข่งขัน ซึ่งทีมเรดพีซสามารถยิงขึ้นนำไปก่อนในครึ่งแรกถึง 4 ประตูต่อ 1
ยิงเป็นโหล 10 ต่อ 7
  ขณะที่ครึ่งหลังเตะกันต่อ โดยทั้ง 2 ทีมพยายามป้อนบอลให้สมเด็จฮุน เซน และนายสมชาย หัวหน้าของแต่ละทีมทำประตู จนทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะสมเด็จจฮุน เซน สุดท้ายฝ่ายสีแดงที่มีสมเด็จฮุน เซน เป็นหัวหน้าทีม เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 10-7 ประตู ท่ามกลางบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัยชื่นมื่นเป็นกันเอง
  อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ลูกฟุตบอลอยู่ในเท้าของสมเด็จฮุน เซน ไม่มีใครกล้าเข้าแย่ง มีแต่คุมเชิงและปล่อยให้สมเด็จฮุน เซน เลี้ยงลูกไปเรื่อยๆ จนยิงเข้าไปลูกหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเฮของกองเชียร์ไทยและเขมร
 นายสมชายกล่าวก่อนร่วมเตะฟุบอลกระชับมิตรไทย-กัมพูชา ว่า การแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย และกัมพูชา ซึ่งกล่าวได้ว่าไทยและกัมพูชานั้นมีความสัมพันธ์อันดีกันมาช้านาน และที่ผ่านมาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 "หลังการแข่งขันฟุตบอลนัดนี้เสร็จแล้วปัญหาทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือประชาชนต่อประชาชน จะหมดสิ้นไปทันที ซึ่งผมนั้นได้ถือความปรารถนาดีจากท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์มาถึงสมเด็จฮุน เซน และประชาชนชาวกัมพูชา และขอเชิญสมเด็จฮุน เซน เดินทางไปยังประเทศไทยเพื่อลงเตะฟุตบอลนัดกระชับมิตรรูปแบบนี้ด้วย" น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
  ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการไปเยือนประเทศกัมพูชาว่า ในการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร สมเด็จฮุน เซน  ฝากบอกว่าจะไม่มีทีมใดแพ้หรือชนะ เพราะจะนำนักฟุตบอลของทั้ง 2 ทีมมาผสมกันแล้วแบ่งออกเป็น 2 ทีม จึงจะมีทั้งไทยและกัมพูชาร่วมกันอยู่ในทีม ดังนั้นหากไทยแพ้ กัมพูชาก็แพ้ หากไทยชนะ กัมพูชาก็ชนะ
 รมว.กลาโหมยังกล่าวว่า ในการหารือนอกรอบกับ พล.อ.เตีย บัณห์  เห็นว่าควรทำตามมติของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย ประชาชนทั้ง 2 ประเทศมีชีวิตที่ดี มีการพัฒนาในด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เราจะเร่งประชุมให้ได้ก่อน 21 พ.ย.นี้ ก่อนเป็นวันสุดท้ายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีมติให้ปรับกำลังทหาร
ดินแดนไม่สำคัญ
  "สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาท่านบอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีมานานก่อนที่พวกเราจะเกิด เราควรจะมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่มารบกัน เรื่องดินแดนไม่สำคัญเท่ากับว่าเราจะทำอย่างไรให้เราสามารถทำพื้นที่ที่มี ปัญหาให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ประชาชนตามแนวชายแดนจะได้มีความสุข เราจะได้มีการลาดตระเวนร่วมกันในการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย"
 รมว.กลาโหมบอกว่า สมเด็จฮุน เซน จะขอเปิดด่านตรงตอนใต้ของปอยเปต เพื่อให้การค้าขายระหว่าง 2 ประเทศเป็นไปด้วยดี เพราะเราขายของให้กัมพูชา 90% แต่กัมพูชาขายของเราแค่ 10%
 พล.อ.ยุทธศักดิ์เผยว่า ในการปรับกำลังมีการหารือกันว่าจะปรับจากทหารเป็นตำรวจ และในพื้นที่ดังกล่าวจะปลอดจากอาวุธสงครามให้มีได้แค่อาวุธประจำกายขนาดเล็ก เท่านั้น และเห็นว่าควรมีประเทศอินโดนีเซียเป็นตัวแทนสังเกตการณ์ ส่วนรายละเอียดต่างๆ มอบให้กองเลขานุการของ 2 ประเทศไปกำหนดกรอบการประชุม ซึ่งจะได้ข้อยุติตอนประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี)
 พล.อ.ยุทธ ศักดิ์กล่าวว่า ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน เรื่องการนิรโทษกรรมนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี  รวมถึงนักโทษ 37 คนที่ถูกควบคุมในเรือนจำของกัมพูชา และเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้เข้าพบสมเด็จฮุน  เซน และหยิบประเด็นดังกล่าวมาหารือถึงการช่วยเหลือนักโทษทั้งหมด โดยให้ทางกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมส่งเจ้าหน้าที่มาหารือแลกเปลี่ยน นักโทษกัน เพราะขณะนี้มีนักโทษกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ เมื่อทั้งสองฝ่ายมาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนนักโทษกันก็ยินดีทุกอย่าง โดยตนจะรับเรื่องนี้ไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแนวความคิดของสมเด็จ ฮุน เซน
 วันเดียวกันนี้ นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ออกแถลงการณ์ประณามว่าควรจะอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ทำหน้าที่ให้คนไทยว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในการออกมาพูดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่ตนทำมาตลอดเวลาคือการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ สมเด็จฮุน เซน ไม่ต้องมาเตือน เพราะตนทำมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว
 เขากล่าวว่า ในแถลงการณ์ที่สมเด็จฮุน เซน ระบุว่าไม่ได้แทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยนั้น อยากให้สมเด็จฮุน เซน ได้ไปดูกฎบัตรอาเซียนที่ท่านได้ลงนามและผูกมัดตัวเอง ประชาชนชาวกัมพูชา และผูกมัดต่อประชาคมอาเซียนอีก 9 ประเทศ แต่พฤติกรรมที่สมเด็จฮุน เซน ได้ทำมาตลอด โดยเฉพาะช่วงเวลารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ นั้น เป็นการแทรกแซงกิจการภายในและถือหางกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหรือไม่ ซึ่งท่านต้องตอบกับประชาคมอาเซียนให้ได้ นอกจากนี้ ตนขอเรียกร้องให้ท่านปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียนด้วย
"กษิต" ปลุกโลกโซเชียล
 "อยากฝากไปยังประชาชนทั้งชายไทยและกัมพูชา ให้ช่วยส่งข้อมูลมาทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ว่าพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ต่อสังคมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น แทรกแซงและบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่ ที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดนในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้น ที่มากล่าวหาว่าไทยเป็นคนเริ่มก่อน แต่ทางแม่ทัพก็ออกมาปฏิเสธนั้น ผมก็เชื่อตามที่แม่ทัพพูดว่าเป็นเช่นนั้น ท่านทำมาเพื่อหาเรื่องฟ้องสหประชาชาติ ศาลโลก คณะกรรมการมรดกโลก และอาเซียน องค์กรทั้งหมดก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าสิ่งที่สมเด็จฮุน เซน พยายามฟ้องร้องไทยนั้นเป็นเรื่องไม่จริง โดยเฉพาะล่าสุดที่ศาลโลกมีคำสั่งให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร และให้ถอนทหารออกจากตัวปราสาทพระวิหาร ท่านคือผู้ที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และบ่อนทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนด้วย ดังนั้น จึงอยากให้ช่วยกันส่งข้อมูลเข้ามาว่าสมเด็จฮุน เซน มีพฤติกรรมแทรกแซงหรือไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย เพราะที่ผ่านมาไทยไม่เคยไปแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชาหรือของใครในสังคม โลก"
 อดีต รมว.การต่างประเทศกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ในแถลงการณ์ของสมเด็จฮุน เซน ระบุว่าอยากคบหากับคนไทย โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือบางคนที่มีข้อหาคดีอาญานั้น ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่าน แต่ก็อยากให้กลับไปอ่านกฎบัตรของอาเซียนว่าผู้นำประเทศต้องเคารพซึ่งกฎหมาย เป็นสำคัญ การคบโจรเป็นสิ่งที่ผู้นำของประเทศพึงกระทำหรือไม่
 “สังคมไทยไม่ใช่สังคมเผด็จการประชาธิปไตย เรามีความหลากหลายในสังคมไทย การที่เพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วจะญาติดีด้วย เพื่อให้ได้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรไปฟรีๆ นั้น หรือสามารถดำเนินการทำแผนบริหารจัดการตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการมรดกโลกในส่วน ที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารจะทำโดยไม่มีความสะเทือนต่อสังคมไทยคงเป็นไปไม่ ได้ ไม่ใช่ญาติดีกับคุณยิ่งลักษณ์หรือทักษิณแล้วจะได้พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวตาม ความปรารถนานั้นคงเป็นไปไม่ได้"
 อดีต รมว.การต่างประเทศยังกล่าวว่า ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลักการ และเราประสงค์ให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ประพฤติด้วยความถูกต้อง การโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาที่มี ความซื่อสัตย์และเป็นมืออาชีพเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
 “การคิดว่ามีพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลแล้วจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง การเตะฟุตบอล หรือการเชิญอดีตนายกฯ ไปกล่าวสุนทรพจน์ให้คำแนะนำว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การจะได้มาโดยมิชอบเป็นอันขาด ยังมีคนไทยอีก 60 กว่าล้านคนที่รักความถูกต้อง เขาคือเจ้าของทรัพยากรทั้งบนบกและทางทะเล ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่บนหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ในฐานะที่รู้จักสมเด็จฮุน เซนมา ขอเตือนว่า อย่าคิดทำอะไรที่คิดแต่ว่าเสียงข้างมากในสภาไทยเขาดีด้วยแล้วจะอำนวยผล ประโยชน์ให้ได้ ทรัพย์สมบัติของกัมพูชาเป็นของคนกัมพูชา ส่วนทรัพย์สมบัติของประเทศไทยก็เป็นของคนไทย ไม่ใช่เป็นทรัพย์สมบัติของสองครอบครัวที่จะมาปู้ยี่ปู้ยำกันได้ ไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ว่าตนจะสวมหมวกใบใดก็จะไม่ยอมให้ทรัพย์สมบัติของประเทศชาติสูญหายเป็นอัน ขาด” นายกษิตกล่าว
 ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปลดนายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา และปลดนายวีรชัย พลาศรัย ออกจากที่ปรึกษากรรมาธิการว่า รู้สึกประหลาดใจ เพราะบุคคลทั้งสองมีความรักชาติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยอย่างชัดเจน ที่สำคัญเป็นบุคคลที่ทางกัมพูชาไม่ชอบที่จะเจรจาด้วย
 “การที่คุณสุรพงษ์ บอกว่าสาเหตุการเปลี่ยนตัวเพราะงานไม่คืบหน้า อยากถามว่าที่ว่าไม่คืบคือการขายชาติให้กัมพูชาหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าทำไมถึงต้องโยกทั้งสองออกจากคณะกรรมาธิการฯ ทั้งที่รู้เรื่องเขตแดนที่สุด หรือเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องยากที่ทั้ง 2 คนจะทำเพื่อประโยชน์ของกัมพูชา” นายชวนนท์กล่าว.

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

MOU 43 และ 44: คลาดเคลื่อนในบทความของ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ

MOU 43 และ 44: คลาดเคลื่อนในบทความของ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ






โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม


ตามที่  ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  สมัย ดร.สุรเกียรติ์  เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ได้เขียนบทความเรื่อง “MOU 43 และ MOU 44  อารมณ์  อคติ  ข้อเท็จจริง  กับ  ประเด็นกฎหมาย”  ซึ่งลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ฉบับประจำวันที่ 13 กันยายน 2554

ปรากฏว่าบทความดังกล่าวมีหลายส่วนที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาด เคลื่อนได้  ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ผู้ที่อ่านบทความดังกล่าวเกิดความเข้าใจที่ผิดๆ ได้  ด้วยความเคารพในความรู้และความเชี่ยวชาญของ ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  จึงขออนุญาตที่จะยกส่วนที่สำคัญซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ได้  รวมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้นดังนี้
1. ข้อความที่เขียนว่า “แต่ต้องพึงตั้งข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า  สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นการแบ่งเขตแดนทางบก  มิได้มีส่วนใดเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล”  อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  เขตแดนทางบกไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเลเลย

ที่จริงแล้วหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนทางบกหลักสุดท้ายที่แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา  ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเล  ที่บ้านหาดเล็ก จ.ตราด  ปัจจุบันไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงตำแหน่งของหลักเขตนี้ได้  หลักเขตที่ 73 นี้เป็นหลักเขตแดนทางบกที่สำคัญ  เนื่องจากเวลากำหนดเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชานั้น  จะต้องลากเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลออกจากหลักเขตนี้ไปในทะเล 

หากตำแหน่งหลักเขตที่ 73 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ภายหลัง  มีตำแหน่งเลื่อนเข้ามาในเขตไทยมากขึ้นจากตำแหน่งปัจจุบัน  ไทยจะได้เขตทางทะเลที่น้อยลง  ในทางตรงข้ามหากมีตำแหน่งเลื่อนเข้าไปในเขตกัมพูชามากขึ้นจากตำแหน่ง ปัจจุบัน  ไทยจะได้เขตทางทะเลที่มากขึ้น  ดังนั้นเขตแดนทางบนโดยเฉพาะหลักเขตที่ 73 จึงมีผลต่อเขตแดนทางทะเล


2. ข้อความที่เขียนว่า  “วิธี ต่างๆ ในการแบ่งเขต เช่น เส้นมัธยฐาน (คือลากเส้นกึ่งกลางแบ่งกัน)  ซึ่งเคยเชื่อกันว่าเป็นหลักกฎหมายในการปักปันเขตแดนทางทะเลนั้น  ศาลบอกว่าเป็นแค่วิธีการหนึ่งที่กฎหมายให้นำไปใช้ได้เท่านั้น  ไม่ใช่หลักกฎหมายตายตัว  ทั้งนี้เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละกรณีแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง”  มี 2 ส่วนที่อาจทำให้ข้าใจคลาดเคลื่อนได้ดังนี้ 


ส่วนที่หนึ่ง  คำว่า “เส้นมัธยฐาน”  ที่ถูกแล้วต้องใช้คำว่า “เส้นมัธยะ” แทน  เพราะการใช้คำว่า “เส้นมัธยฐาน” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หมายถึงเส้นตรงที่เชื่อมระหว่างจุดมุมของรูปสามเหลี่ยมกับจุดกึ่งกลางของ ด้านที่ตรงข้ามกับมุมนั้นได้  ส่วนคำว่า “เส้นมัธยะ”  เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในกฎหมายทะเล  โดยจุดทุกจุดบนเส้นนี้มีระยะห่างเท่ากันจากจุดที่ใกล้สุดของเส้นฐานซึ่งใช้ วัดความกว้างของทะเลอาณาเขตของแต่ละรัฐ


ส่วนที่สอง  เนื้อหาที่เขียนซึ่งเกี่ยวกับคดีในศาลโลกระหว่างเยอรมนีฝ่ายหนึ่งกับเนเธอร์ แลนด์และเดนมาร์กอีกฝ่ายหนึ่ง  ในข้อพิพาทเกี่ยวกับไหล่ทวีปในทะเลเหนือ ค.ศ. 1969  นั้น  มีรายละเอียดที่มีสาระสำคัญแต่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง  ซึ่งอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  กรณีไทยกับกัมพูชาก็น่าจะเป็นลักษณะใกล้เคียงกัน 


ที่จริงแล้วควรให้รายละเอียดด้วยว่า  เยอรมนีเป็นรัฐชายฝั่งที่อยู่ตรงกลางประชิดกับเดนมาร์กด้านหนึ่งและประชิด กับเนเธอร์แลนด์อีกด้านหนึ่ง  คดีดังกล่าวศาลได้ตัดสินให้รัฐคู่พิพาทแบ่งไหล่ทวีปโดยความตกลงตามหลักความ เที่ยงธรรม (Equitable principle)  ไม่ได้ใช้หลักระยะห่างเท่ากัน (Principle of equidistance)  ตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958  ตามที่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กอ้าง
 

ถึงแม้ว่าหลักดังกล่าวจะใช้กันอย่างแพร่หลายในการแบ่งเขตทางทะเล  เนื่องจากเยอรมนีไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว  อีกทั้งหากนำหลักนั้นมาใช้  จะทำให้เยอรมนีเสียเปรียบและเกิดความไม่ยุติธรรม  ซึ่งต่างจากกรณีของไทยกับกัมพูชา  เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวทั้งคู่  และชายฝั่งส่วนที่อยู่ประชิดและตรงข้ามกันเป็นลักษณะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน


3. ข้อความที่เขียนว่า  “ประเทศทั้งหลายต่างก็จะพยายามขีดเส้นอ้างกรรมสิทธิ์ทางทะเล “เว่อร์” สุดๆ เอาไว้ก่อน”  อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  จะขีดเส้นไหล่ทวีปเวอร์ สุดๆ อย่างไรก็ได้  แต่ที่ถูกต้องแล้ว  การขีดเส้นดังกล่าวต้องอิงหลักอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศตนเป็นภาคี  จารีตประเพณีระหว่างประเทศ  และหลักทั่วไปของกฎหมายที่ถูกยอมรับโดยอารยประเทศ  เป็นต้น 


ในกรณีของไทยกับกัมพูชา  ทั้งสองฝ่ายเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวา  โดยกัมพูชาและไทยได้เป็นภาคีเมื่อปี 2503   และปี 2511 ตามลำดับ  ทั้งสองฝ่ายจึงมีข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวซึ่งบัญญัติ ว่า  หากไม่มีการตกลงกันหรือมีพฤติการณ์พิเศษ  ให้ใช้หลักระยะห่างเท่ากันสำหรับไหล่ทวีปบริเวณฝั่งทะเลที่อยู่ประชิดกัน  และให้ใช้เส้นมัธยะสำหรับไหล่ทวีปบริเวณฝั่งทะเลที่อยู่ตรงข้ามกัน


ยิ่งไปกว่านั้น  การที่กัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปโดยลากเส้นเขตไหล่ทวีปจากฝั่งมายังประมาณ กลางเกาะกูดของไทยนั้น  ไม่ใช่แค่เป็นการลากแบบเวอร์ สุดๆ ตามคำที่  ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  ใช้  แต่เป็นการลากที่คนซึ่งมีสติปกติเขาไม่ทำกัน  อันเกินกว่าขอบเขตของคำว่า เวอร์ สุดๆ  ไปไกลอย่างมากจนเกินกว่าอารยประเทศใดจะรับได้

4. ข้อความที่เขียนว่า “เมื่อสองฝ่ายต่างเห็นความจำเป็นว่าต้องเจรจาปักปันเขตทางทะเลกัน  และฝ่ายไทยจะไม่แสดงเ
จตนาจะเจรจาด้วยเด็ดขาด  ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามหลัก  สามัญสำนึกง่ายๆ นี้  ก็น่าจะเป็นที่มาของการที่กัมพูชายอมแก้ไขเส้นแนวอ้างสิทธิไหล่ทวีปในแผนที่ แนบท้าย MOU 44  ให้อ้อมด้านใต้ของเกาะกูด  แทนที่จะผ่ากลาง”  มีส่วนที่อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้


ที่จริงแล้วตอนที่กัมพูชาประกาศกฤษฎีกากำหนดเขตไหล่ทวีปของตนเมื่อปี 2515  แผนที่แนบท้ายกฤษฎีกาดังกล่าวได้แสดงเส้นเขตไหล่ทวีปที่ลากจากฝั่งออกไปใน ทะเลโดยมาหยุดที่ขอบของเกาะกูดด้านทิศตะวันออก  แล้วลากเส้นเริ่มต้นใหม่ที่ขอบของเกาะกูดด้านทิศตะวันตกในระดับและทิศทาง เดียวกัน  ตรงออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงเกือบกึ่งกลางอ่าวไทย  นอกจากนี้ยังมีภาษาอังกฤษกำกับในแผนที่ที่เกาะกูดว่า “Koh Kut (Siam)” 


ดังนั้นเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาจึงไม่ได้ลากตัดผ่าเกาะกูดตั้งแต่เมื่อ ประกาศกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว  รวมทั้งไม่มีประเด็นใดเลยที่กัมพูชาอ้างสิทธิใดๆ บนเกาะกูดในขณะมีประกาศนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อความกำกับเกาะกูดในแผนที่ดังกล่าวว่า “เกาะกูด (สยาม)”  นอกจากนั้นไทยยังได้สร้างกระโจมไฟซึ่งแสดงถึงอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเกาะ กูดตั้งแต่ปี 2517  อีกทั้งบนเกาะกูดมีเฉพาะคนไทยอาศัยอยู่  จึงไม่มีประเด็นใดต้องเจรจาต่อรองกับกัมพูชาในเรื่องนี้เลย


5. ข้อความที่เขียนว่า  “ผู้เขียนเห็นว่า  แนวโน้มของบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง  จากรัฐบาลชวนถึงรัฐบาลทักษิณ  และการที่ไทยยอมบรรจุการอ้างถึงแผนที่ ที่ไทยเองไม่ยอมรับไว้ใน MOU 43  น่าจะเป็นส่วนสำคัญให้สามารถลงนามใน MOU 44  โดยกัมพูชายอมแก้ไขเส้นอ้างสิทธิทางทะเลที่ขีดทับเกาะกูดเป็นการแสดงท่าที ที่ดีต่อกันของทั้งสองฝ่าย”  อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  การที่ไทยยอมบรรจุการอ้างอิงแผนที่ 1: 200,000  ใน MOU 43   เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กัมพูชาแก้ไขเส้นไหล่ทวีปของตนที่ลากตัดผ่าเกาะกูดใน MOU 44    


จากที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ 4.  เส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาไม่ได้ลากตัดผ่าเกาะกูดตั้งแต่เมื่อประกาศกฤษฎีกา ปี 2515  รวมทั้งกัมพูชาไม่ได้อ้างสิทธิใดๆ บนเกาะกูดในขณะมีประกาศนั้นเลย    จึงไม่มีประเด็นที่ต้องเจรจาต่อรองกับกัมพูชาในเรื่องนี้  ดังนั้นข้อสรุปของ ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  ดังกล่าวจึงไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือหลักวิชาการใดๆ


อย่างไรก็ตาม  ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  ใช้คำว่า  “น่าจะเป็น”  แม้กระนั้นก็ตาม  ก็ไม่น่ามีข้อสรุปแบบนั้นเพราะตนเองเขียนบทความดังกล่าวเพื่อเตือนสติผู้ อื่นไม่ให้ใช้อารมณ์และอคติ  การมีข้อสรุปดังกล่าวจึงทำให้ผู้อื่นเข้าใจได้ว่า  ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  เองก็อาจใช้อารมณ์และอคติเช่นกัน       


6. ข้อความที่เขียนว่า  “แต่ถ้า เราเอาอารมณ์และอคติโยนทิ้งไปเสีย  มามองกันด้วยหลักการ  ข้อเท็จจริง  และหลักกฎหมาย  ก็ต้องอธิบายว่า MOU ทั้งสอง  มิได้กระทบต่อแนวเขตอธิปไตยของไทย”  อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  MOU 43  มิได้กระทบต่อแนวเขตแดนของไทย  หรือมีปัญหาใดๆ  แต่ที่จริงแล้ว  MOU 43  มีประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อเขตแดนไทย  และปัญหาการขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ดังนี้


เมื่อวันที่ 5-7 มิถุนายน 2543  คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  (ฝ่ายไทย)  (ต่อไปเรียกว่า “JBC (ฝ่ายไทย)”)    โดยมี ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์  บริพัตร ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นประธานของ JBC (ฝ่ายไทย)  ได้เข้าร่วมประชุม JBC ครั้งที่ 2  ณ กรุงพนมเปญ   ที่ประชุมได้ตกลงกันได้ในเรื่อง MOU 43  โดยประธาน JBC ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ลงนามย่อ (ad referendum)  

หลังจากนั้น  ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์  บริพัตร  ได้มีหนังสือที่ กต 0603/1574  ลงวันที่  9  มิถุนายน  2543 ถึงนายกรัฐมนตรี (นายชวน  หลีกภัย)    เรื่อง ผลการประชุม JBC ครั้งที่ 2  เพื่อรายงานผลการประชุมดังกล่าว  และขอพิจารณาอนุมัติให้มีการลงนาม MOU 43  ในระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี  ระหว่างวันที่  14-16  มิถุนายน  2543   
ในหนังสือดังกล่าวได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบถึงรายละเอียดโดยมีข้อความสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องตอนหนึ่งว่า

“2.  สาระสำคัญของการประชุม
ที่ประชุมสามารถตกลงกันได้ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
 2.1 บันทึก ความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Survey and Demarcation of Land Boundary)
 ที่ประชุมสามารถลงนามย่อ (ad referendum)   บันทึกความเข้าใจฯ (ภาคผนวก 6 ของสิ่งที่ส่งมาด้วย) ซึ่งมีสาระสรุปได้ดังนี้
- พื้น ฐานทางกฎหมาย  การสำรวจและจัดทำ (ปัก) หลักเขตแดนทางบกจะดำเนินการโดยใช้บรรดาเอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทยกับกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904  สนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 กับพิธีสารแนบท้าย  และแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ (application) อนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าว (ข้อ 1)”


ต่อมานายกรัฐมนตรี (นายชวน  หลีกภัย)  ได้ลงนามอนุมัติเมื่อวันที่ 12  มิถุนายน  2543  ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศลงนาม  MOU 43  และให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ 
ในวันที่  13  มิถุนายน  2543  คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเรื่องดังกล่าว  โดยไม่ได้มีการพิจารณาว่า  MOU 43  เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐซึ่งต้อง ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่  ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 


MOU 43 เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  มาตรา  224  เนื่องจากเป็นการกระทำระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นลายลักษณ์อักษร  โดยมีผู้แทนของผู้มีอำนาจทำหนังสือของทั้งสองประเทศลงนามรับรอง  รวมทั้งการกระทำดังกล่าวมุ่งให้เกิดผลทางกฎหมาย  และมีบทบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ  เนื่องจากหนังสือที่ กต 0603/1574  ดังกล่าวได้ระบุในข้อ 2.1 ตรงส่วนพื้นฐานทางกฎหมายของหนังสือดังกล่าวว่า  JBC (ฝ่ายไทย) ได้ตกลงกับ JBC (ฝ่ายกัมพูชา) แล้วว่า 

“แผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาตรา ส่วน 1:200,000 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอิน โดจีน”  ซึ่งฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับมาก่อน  จึงมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา  แต่ MOU 43 กลับไม่ได้ถูกให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ  นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีไม่ได้พิจารณามีมติอนุมัติ  มีแต่เพียงมติรับทราบเท่านั้น

7. ข้อความที่เขียนว่า  “ผู้ เขียนจึงอยากวิงวอนว่า  ขอความกรุณาทุกฝ่ายอย่าได้นำเอาประเด็น MOU 43 และ 44 ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า  เป็นความตกลงที่ถูกหลักการ  ตามแนวทางของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่  มาเป็นเครื่องมือแสดงอารมณ์  และอคติ  ทางการเมืองต่อกัน”  อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า  MOU 43 และ MOU 44  เป็นความตกลงที่ทำโดยถูกหลักการ

แต่ที่จริงแล้ว  MOU 43  มีการดำเนินการจัดทำโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ  อีกทั้งคณะรัฐมนตรีมีมติแค่รับทราบไม่ได้มีมติอนุมัติในการลงนาม MOU 43  ตามที่กล่าวมาแล้วในข้อ 6. 
ส่วน  MOU 44  มีการไปยอมรับที่จะเจรจากับกัมพูชาบนพื้นฐานของเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้าง สิทธิโดยลากเส้นเขตไหล่ทวีปจากฝั่งมายังประมาณกลางเกาะกูดของไทย  ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการลากแบบเวอร์ สุดๆ ตามคำที่ ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  ใช้   แต่เป็นการลากเส้นที่คนซึ่งมีสติปกติเขาไม่ทำกัน  อันเกินกว่าขอบเขตของคำว่า เวอร์ สุดๆ  ไปไกลอย่างมากจนเกินกว่าอารยประเทศใดจะรับได้  ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 3.  นอกจากนี้ยังไปยอมรับที่จะเจรจาในส่วนพื้นที่พัฒนาร่วมโดยที่กัมพูชาไม่ต้อง ปรับปรุงเส้นเขตไหล่ทวีปของตนให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเสียก่อน 

หวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วย ให้ผู้ที่อ่านบทความดังกล่าวของ ดร.สรจักร  เกษมสุวรรณ  ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน  รวมทั้งมีความรู้ในเรื่อง MOU 43 และ MOU 44  เพิ่มขึ้นอีกด้วย 


(  เรื่อง ดร.สุวันชัย  แสงสุขเอี่ยม   อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  )

คำสั่งศาลโลก " คดีปราสาทพระวิหาร" ( แปล - ฉบับย่อ)


โดย Metha Rojan เมื่อ 23 กันยายน 2011 เวลา 20:07 น.
INTERNATIONAL COURT OF JUSTICE
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

Press Release (Unofficial)
No. 2011/22
18 July 2011

Request for interpretation of the Judgment of 15 June 1962 in the Case concerning the
Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand)
(Cambodia v. Thailand)


คำร้องขอให้ตีความ คำพิพากษา คดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างประเทศ กัมพูชาและประเทศไทย
 ตามที่ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2505 อีกครั้ง



Request for the indication of provisional measures
คำร้องขอมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

The Court finds that both Parties must immediately withdraw their military personnel
currently present in the provisional demilitarized zone defined by it,
and refrain from any military presence within that zone and
from any armed activity directed at that zone


ศาลเห็นว่า ทั้งสองฝ่าย (กัมพูชาและไทย) ต้องถอนทหารทั้งหมด ออกจากเขตพื้นที่ ซึ่งกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหาร
ตาม มาตรการคุ้มครองชั่วคราวในทันที และให้ทั้งสองฝ่าย หลีกเลี่ยงการมีกำลังทหาร หรือการทำกิจกรรมทางทหารใด ๆ ภายในเขตพื้นที่ดังกล่าว.


THE HAGUE, 18 July 2011. The International Court of Justice (ICJ), the principal judicial organ of the United Nations, today gave its decision on the request for the indication of provisional measures submitted by Cambodia in the case concerning the Request for the interpretation of the Judgment of 15 June 1962 in the Case concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand) (Cambodia v. Thailand).

กรุง เฮก, 18 กรกฎาคม 2545.  วันนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ  (ซึ่งต่อไปเรียกว่า “ศาลโลก” หรือ IJC), องค์กรหลักภายใต้องค์การสหประชาชาติ, ได้ให้คำพิพากษา คำร้องขอให้ตีความ คำพิพากษา คดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างประเทศ กัมพูชาและประเทศไทย ที่ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2505.


In its Order, the Court first unanimously rejected Thailand’s request for the case introduced by Cambodia to be removed from the General List.


ด้วยคำพิพากษานี้ ศาลโลกมีมติเป็นเอกฉันท์ ปฏิเสธข้อเสนอของไทย ที่ให้มีการจำหน่ายคดีที่ยื่นโดยประเทศกัมพูชา ออกจากสารบบความของศาล.

It then indicated various provisional measures. The Court began by stating, by eleven votes to five, that both Parties should immediately withdraw their military personnel currently present in the provisional demilitarized zone, as defined in paragraph 62 of its Order (see the illustrative sketch-map appended to the Order and to this press release), and refrain from any military presence within that zone and from any armed activity directed at it.

ดังนั้น จึงมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวดังนี้:  โดยคะแนนเสียง 11 ต่อ 5 ศาลเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรถอนกำลังทหารทั้งหมด ออกจากเขตพื้นที่ ซึ่งกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหารโดยทันที, ตามที่แจงไว้ในย่อหน้าที่ 62 ของคำสั่งศาลฉบับเต็ม (ดูภาพร่างแผนที่ ที่แนบมาในส่วนหลังของคำสั่งศาล และ เอกสารสำหรับสื่อมวลชนฉบับนี้) และให้ทั้งสองฝ่าย การคงกำลังทหารหรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมทางทหารใด ๆ ภายในเขตพื้นที่ดังกล่าว.

Having noted that the Temple area had been the scene of armed clashes between the Parties and that such clashes might reoccur, the Court decided that, in order to ensure that no irreparable damage was caused, there was an urgent need for the presence of all armed forces to be temporarily excluded from a provisional demilitarized zone around the area of the Temple.

เนื่อง ด้วยบริเวณประสาทพระวิหารดังกล่าว ได้มีการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมาแล้วและอาจเกิดขึ้นได้อีก  ทางศาลเห็นว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องถอนกำลังทหารทั้งหมด ออกจากเขตพื้นที่บริเวณรอบตัวประสาท ซึ่งกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหารโดยทันที.


The Court also stated, by fifteen votes to one, that Thailand should not obstruct Cambodia’s free access to the Temple of Preah Vihear, or prevent it from providing fresh supplies to its non-military personnel; it said that Cambodia and Thailand should continue their co-operation within ASEAN and, in particular, allow the observers appointed by that organization to have access to the provisional demilitarized zone, and that both Parties should refrain from any action which might aggravate or extend the dispute before the Court or make it more difficult to resolve.

โดย คะแนนเสียง 15 ต่อ 1  ศาลได้ตัดสินว่า ประเทศไทยจะต้องไม่ขัดขวางการเดินทางเข้าถึงอย่างเสรีของกัมพูชากับปราสาท พระวิหาร หรือ ขัดขวางการจัดส่งเสบียงของกัมพูชาให้กับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหารในบริเวณ ดังกล่าว แต่กระนั้น ทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศไทยต้องดำรงความร่วมมือกันต่อไปตามที่ทั้งสอง ฝ่ายได้เข้าร่วมในกรอบอาเซียน  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์ที่แต่งตั้งโดยอาเซียนเข้าไปยังเขตปลอดทหาร ชั่วคราวดังกล่าวได้  โดยทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงจากการกระทำใดๆ ที่อาจยั่วยุ หรือทำให้ข้อพิพาทบานปลาย หรือทำให้มันยุ่งยากในการแก้ไขข้อพิพาทยากกว่าที่เป็นอยู่.


Lastly, the Court decided, by fifteen votes to one, that each of the Parties should inform it as to its compliance with the above provisional measures and that, until the Court had rendered its judgment on the request for interpretation, it would remain seised of the matters which form the subject of the Order.

ท้ายที่สุด โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1  ศาลยังได้ให้ ทั้งสองฝ่ายต้องรายงานต่อศาลถึงการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เป็นระยะ และ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาต่อคำร้องขอตีความ  ศาลยังคงมีอำนาจในการพิจารณาเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งนี้ต่อไป.


* Jurisdiction and legal conditions required for the indication of provisional measures
อำนาจศาลและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับ มาตรการคุ้มครองชั่วคราว 

The Court concluded (paragraphs 19 to 32 of the Order) that a dispute appeared to exist between the Parties as to the meaning or scope of its 1962 Judgment and that it therefore appeared that the Court could, pursuant to Article 60 of the Statute, entertain the request for interpretation submitted by Cambodia. Accordingly, it declared that it could not accede to the request by Thailand that the case be removed from the General List (see above) and added that there was sufficient basis for the Court to be able to indicate the provisional measures requested by Cambodia, if the necessary conditions were fulfilled. The Court then examined those conditions one by one (paras. 35 to 56), and concluded that they had been satisfied. Firstly, it considered that the rights claimed by Cambodia, as derived from the 1962 Judgment, in the light of its interpretation thereof, were plausible. Secondly, the Court considered that the provisional measures requested sought to protect the rights invoked by Cambodia in its request for interpretation and that the requisite link between the alleged rights and the measures sought was therefore established. Thirdly, it considered that there was a real and imminent risk of irreparable damage being caused to the rights claimed by Cambodia before the Court had given its final decision, and that there was urgency.

ศาลลงมติ (ตามย่อหน้าที่ 19 ถึง 32 ของคำสั่งศาล) ว่า การพิพาทระหว่างสองประเทศดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตของคำพิพาทษาเมื่อปี 2493 และ เนื่องด้วยธรรมนูญของศาลโลก มาตราที่ 60  ศาลจึงยังคงมีอำนาจในการวินิจฉัยคำขอร้องในการตีความที่ยื่นโดยประเทศ กัมพูชา. ดังนั้น ศาลจังไม่เห็นด้วยกับคำขอร้องของไทยที่จะให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบศาล (ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) และได้เสริมอีกว่า มีข้อมูลให้ศาลมากพอที่จะรับพิจารณาเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการออกมาตรการ คุ้มครองชั่วคราวตามที่ทางกัมพูชาร้องขอ ศาลได้พิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขแต่ละอัน (ย่อหน้าที่ 35 ถึง 56) ตามที่ว่ามาแล้ว เห็นว่า: 1) คำร้องขอของกัมพูชาที่ยื่นให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 นั้นสมเหตุสมผล  2)  ศาลเห็นว่า มาตรการคุ้มครองเร่งด่วน เพื่อพิทักษ์สิทธิของกัมพูชาในการขอตีความ และความเกี่ยวเนื่อง ระหว่างการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าวและมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ต้องมีการจัดทำขึ้น. 3) ด้วยเพราะสถาการณ์ปัจจุบันเสี่ยงต่อความเสียหายและเสียสิทธิ์ของกัมพูชาก่อน ศาลจะมีคำพิพากษาที่สุด  การออกมาตรการดังกล่าว จึงมี ความจำเป็นเร่งด่วน.


Finally, the Court recalled that orders indicating provisional measures had binding effect and thus created international legal obligations with which both Parties were required to comply. It also observed that the decision given in the present proceedings on the request for the indication of provisional measures in no way prejudged any question that the Court might have to deal with relating to the Request for interpretation.

ท้ายสุดนี้ ศาลได้เตือนให้ตระหนัก (?) ว่า คำสั่งที่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนี้ มีพันธะผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจักต้องยินยอมปฎิบัติตาม. อีกทั้ง การตัดสินใจตามคำร้องขอ มาตรการคุ้มครองชั่วคราวนี้ ไม่ใช่เป็นการตัดสินล่วงหน้าของผลลัพธ์ของกระบวนการพิจารณาคำร้องขอให้ตี ความ คำพิพากษา คดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างประเทศ กัมพูชาและประเทศไทย  ตามที่ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2505 อีกครั้ง.


 รูปที่แนบ:

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

**ยิ่งลักษณ์** ยกแผ่นดินไทย.......ให้**เขมร**แล้ว.......

นายกฯไม่ยืนยันพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทย



น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า ในส่วนของปัญหาเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ นั้น รัฐบาลยืนยันว่าจะยึดแนวทางของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (จีบีซี) และศาลโลกเป็นหลัก ในด้านของชายแดนนั้นก็จะมีการเสริมกำลังตำรวจเข้าไปแทนทหาร

ถามว่า ได้หารือกับกัมพูชาถึงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไปไม่ถึงตรงนั้น เพราะเรื่องทุกอย่างอยู่ที่ศาลโลก ก็คงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่

ถามว่ารัฐบาลยืนยันกับกัมพูชา หรือไม่ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตรงนี้ยังพูดไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องของคณะกรรมการต่างๆ ที่จะมีผลต่อการให้ข้อมูลกับศาลโลก แต่จะพยายามทำหน้าที่ในการเดินหน้าต่อสู้คดีเพื่อยึดหลักในการรักษาและปก ป้องอธิปไตยของไทย

http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... catid=0100

หรือ

“นายกฯ” ไม่กล้ายืนยันพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นของใคร หลัง “ฮุนเซน” อ้างเป็นของเขมร หวั่นกระทบ คกก.ที่จะให้ข้อมูลต่อศาลโลก แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ พร้อมยึดแนวทางเจบีซีถอนทหารชายแดนหรือไม่ โยน กต.ดูผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ยันทำทุกอย่างโปร่งใส่ ตรวจสอบได้ ปัดตอบ “พี่แม้ว” ไปเขมร เต้นถูกจี้ถามถูก “เขมร” กำหนดทิศทางการเมือง อ้างแค่ต้องการเปิดศักราชใหม่กับปท.เพื่อนบ้าน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000118109

หรือ

เมื่อถามว่า ตกลงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้เพราะความจริงมีคณะกรรมการซึ่งจะมีผลต่อการให้ข้อมูล ต่อศาลโลก แต่ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็มีคณะกรรมการที่ตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ก็คงจะเดินหน้าต่อในการทำหน้าที่ตรงนี้และต้องมีผู้ที่รู้กฎหมายต่าง ๆ มาทำงานโดยึดหลักปกป้องอธิปไตยของไทย

เมื่อถามย้ำว่า แต่นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของเขา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยืนยันนั้นคนละประเทศกัน ซึ่งเราเองก็ต้องใช้หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้คดี และต้องทำให้เต็มที่

http://m.posttoday.com/articlestory.php?id=111264

หรือ

รัฐบาลคิดว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเราหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้เพราะ จะมีเรื่องของคณะกรรมการ ที่จะมีผลต่อศาลโลกในการให้ข้อมูล แต่เราเองก็จะทำหน้าที่ในการที่จะหารือกันเพราะมีคณะกรรมการที่ตั้งไว้ใน รัฐบาลที่แล้วเราคงจะเดินหน้าต่อในการทำหน้าที่ และต้องมีผู้รู้ทางกฎหมายทำในเรื่องของการทำงานนี้โดยยึดแนวการปกป้องรักษา อธิปไตยของประเทศไทย

เมื่อถามว่าแต่สมเด็จฯฮุนเซนบอกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขา นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การยืนยันคนละประเภทกัน เราเองก็ต้องใช้หลักฐานที่เรามีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้คดี ที่ต้องทำให้เต็มที่ เมื่อถามว่าเราจะสู้ในพื้นที่ 4.6 ตร.กม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะยืนยันในการสู้ในเรื่องตามข้อกฎหมายให้เต็มที่

http://breakingnews.nationchannel.com/r ... sid=529664

และ

ช้ำ‘4.6ตร.กม.’ปูไม่ยันของไทย

เอวัง! "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้ายืนยันพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นของไทย รอศาลโลกพูดแทน เหลือเชื่อ "ฮุน เซน" มอบเหรียญเกียรติยศสุดหรูแสดงถึงการรับใช้มนุษยชาติ เกิดสันติภาพในโลกให้ "ทักษิณ" อัปยศ อ้างประชุมรัฐสภาอาเซียน ขุนค้อนนำทีม ส.ส.เพื่อไทย-แกนนำแดง ใช้งบหลวงแห่กันบินไปพบนายใหญ่ เสื้อแดงปากโป้งระบุ "อริสมันต์" นำเชียร์บอลไทย-เขมร ส่วน "เหลิม" นับญาติ ครม.กัมพูชา จองคิวไปคารวะ
หลังกลับจากการเดินทางเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทาง การเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาเขาพระวิหารว่า จะยึดตามแนวทางของเจบีซีตามศาลโลก เสริมกำลังตำรวจแทนทหาร โดยหลักการแล้วทางกัมพูชาเห็นชอบในการที่จะปรับปรุงกำลังตามแนวชายแดน โดยที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก
"ทุกอย่างอยู่ที่ศาลโลก ซึ่งเราเองก็ต้องปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่"
เมื่อ ถามว่า ตกลงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้ เพราะความจริงมีคณะกรรมการซึ่งจะมีผลต่อการให้ข้อมูลต่อศาลโลก แต่ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็มีคณะกรรมการที่ตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ก็คงจะเดินหน้าต่อในการทำหน้าที่ตรงนี้ และต้องมีผู้ที่รู้กฎหมายต่างๆ มาทำงาน โดยยึดหลักปกป้องอธิปไตยของไทย

http://www.thaipost.net/node/45152


เมื่อมีข้อพิพาททางดินแดน

เขมร โดยฮุนเซน บอกว่าที่นั้น ของเขา
ไทย โดยยิ่งลักษณ์  บอก ไม่แน่ใจ

............ไปขึ้นศาลที่ไหน  ศาลจะตัดสินยังไงคงไม่ต้องถามกระมั้ง

ยิ่งลักษณ์  คำพูดของคุณ  ไม่ใช่คำพูดของผู้หญิงคนหนึ่ง  แต่เป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีที่ผมไม่แน่ใจว่าคุณเข้าใจไหมว่ามีความสำคัญอย่างไร

แต่คำพูดว่า



ไม่แน่ใจ


มันได้ยกแผ่นดินของประเทศให้คนที่แน่ใจไปแล้ว

ตัดจาก http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=43242

จากปมเหรียญอัปยศ เหลี่ยม เหล่ ของ ฮุนเซน ณ ขแมร์ ถึง ปาหี่เสวนาปาขวด

ควัน หลง ๕ ปี รัฐประหาร ..๕ ปี อันธพาลไพร่ !!! จากปมเหรียญอัปยศ เหลี่ยม เหล่ ของ ฮุนเซน ณ ขแมร์ ถึง ปาหี่เสวนาปาขวด ของสมุน พริตตี้ ดื้อ มึน ตะแบง.. ปูแดง ณ เขมร ?!..
Posted by vincentoldbook ,   


.. ขอบคุณภาพไทยโพสต์ มติชน ผู้จัดการ เนชั่น Facebook และ อื่นๆในอินเตอร์เน็ต ..


...................................



ควัน หลง ๕ ปี รัฐประหาร ..๕ ปี อันธพาลไพร่ !!! จากปมเหรียญอัปยศ เหลี่ยม เหล่ ของ ฮุนเซน ณ ขแมร์ ถึง ปาหี่เสวนาปาขวด ของสมุน พริตตี้ ดื้อ มึน ตะแบง.. ปูแดง ณ เขมร ?!..








รัฐประหาร ..
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ..จะไม่มีทางเกิดขึ้น !!..
ม็อบพันธมิตรฯ ล้อมทำเนียบ ยึดทำเนียบ บุกสนามบิน ..จะไม่มีทางเกิดขึ้น !!..
ม็อบไพร่แดง ป่วนบ้าน เผาเมือง จัดฉากยิงหัวกบาลพวกเดียวกันตายเกลื่อนเพื่อสร้างศพ..
เพื่อต้องมาเรียกร้องค่าทำศพ แพงหูฉี่ถึง ศพละ ๑๐ ล้านบาท ..ก็จะไม่มีวัน ที่จะเกิดขึ้นมาได้ !!..
หากว่าประเทศไทย ..ไม่เกิดปรากฎการณ์ ไอ้หน้าเหลี่ยม ขึ้นมา !!..
..............................................
ทักษิณ ชินวัตร ..
หรือ ..ที่ใครต่อใคร เรียกขานกันว่า ..ไอ้หน้าเหลี่ยม ..
ชื่อนี้ ทักษิณไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือ ถูกหวยล็อคเพราะดันมีเค้าโครงหน้าเหลี่ยมๆเท่านั้น..
ทว่า ไอ้หน้าเหลี่ยม หรือ ไอ้เหลี่ยม นั้นเป็นฉายาที่ มหาโจรหนีคุก ทักษิณ ชินวัตร ได้มาเพราะคุณสมบัติของความชั่วร้าย และ เล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราวในจิตใจและกมลสันดานล้วนๆ ..
ขึ้นชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร  สันดานศรีธนญชัยติดเป็นยี่ห้อ ไม่ควรไว้วางใจ แปะไว้ที่หน้าผากมาตั้งแต่โผล่หัวเข้ามาในแวดวงการเมืองใหม่ๆแล้ว ..
ใคร ต่อใครที่รู้พิษสงของเล่ห์กลโกงของ ไอ้หน้าเหลี่ยม เป็น ต้องยกนิ้วโป้งเท้า แถมชูนิ้วกลางมือ ..เป็นเครดิตความร้ายยำตำบอนของมันสมองและปัญญาของมันกันทุกคน ..
ไม่ ใช่เรื่องธรรมดาๆมาตั้งแต่แรกๆแล้ว ที่จู่ๆมหาเศรษฐีขี้งก แหลกไม่รู้จักอิ่ม กินไม่รู้จักพอ โกงไม่รู้จักบันยะบันยังคนนี้นั้น มันเลือกที่จะผันตัวเองจากแวดวงธุรกิจหันเข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มตัว ใบรับประกันความชั่วที่ติดตัวมันมาตั้งแต่เกิด..เหตุต้มยำกุ้ง ก็เลยมาเกิดเป็นเหตุอาเพศในประเทศไทยซ้ำซ้อนซ้ำซากมายาวนานเป็น ๑๐ ปี ..
หาก ใครจำกันได้ ทักษิณ ชินวัตร หรือ เจ้ามูลแม้ว เจ้าของสโลแกน คิดใหม่ ทำใหม่ ก่อนหน้าที่มันจะเข้ามาทำ จัญ_อะไร ? กระทำชำเราประเทศด้วยการสุมไฟความขัดแย้งทางความเชื่อทางการเมืองใส่หัวกบาล คนไทยทั้งชาติ ...
ผ่านแผนการตลาดชั้นต่ำที่มันนำมาใช้ทำมาหากินบนเส้นทางธุรกิจการเมืองนั้น ..
มันก็มีแผนการร้ายขายสมบัติชาติอยู่ในสมองของมัน..
มาตั้งนานก่อนหน้านี้แล้ว !!!..
พี่ แม้วแดงของน้องปูแดง ก่อนที่มันจะเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำไทยแลนด์จนเละตุ้มเป๊ะนั้น มันก็ได้ดูลู่ทาง แล้วดูลู่ทางอีก มันก็คำนวณต้นทุนกำไรแล้วคำนวณอีก รวมถึงมันก็พยายามที่จะ..เลือกเฟ้นตัวบุคคล (ชั่วๆ) พันธุ์เดียวกับมันแล้วเลือกเพ้นอีก คนแล้วคนเล่า..
เพื่อที่จะได้เอา พวกเหล่าแก๊งค์วายร้ายนักโกงกินมืออาชีพทั่วฟ้าเมืองไทย มาร่วมแก๊งค์ มาร่วมทีม เป็นดรีมทีมโกงบ้านโกงเมืองเฉพาะกิจ..
ในแผนการร้าย ฉบับ ขายให้เหี้ยน แหลกให้เกลี้ยง !!!..
ทักษิณ ชินวัตร หรือ ไอ้หน้าเหลี่ยม หรือ เหลี่ยมคู้ ณ ดูไบ ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เน้นใช้เศษเงินถุงเงินถังจากคลังสมบัติตนหว่านใส่หัวชาวบ้านรากหญ้ารากเน่า ทั่วแคว้นแดนไทย ซื้อคะแนนเสียงแบบเรียงหมู่บ้านเรียงหัวกบาล ..
พร้อมๆ กับการปล่อยให้ลูกสมุนบาวไพร่ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกมิตรร้ายสหายคอมฯเก่าๆ มาร่วมนั่งวางแผน..เขมือบ ประเทศ และ เปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นแบบสาธารณรัฐ โดยใช้คำอ้างเรื่องของ.. ระบอบประชาธิปไตย (เฉยๆ) ..
วาทกรรม นายกฯขวัญใจคนจน นายกฯขวัญใจรากหญ้า อัศวินสารพัดควายใดๆก็แล้วแต่ ที่พวกลิ่วล้อทาสบริวารทีมงานกุนซือแม้ว ช่วยปั้นแต่งให้พี่แม้วแดงของน้องปูแดง ได้กลายเป็นวีรบุรุษของคนชั้นล่างเมืองไทย ..
มันล้วนเกิดจาก ความไม่จริงใจ ความไม่ซื่อสัตย์ต่อใครๆ มาตั้งแต่แรกๆแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการอุปโลกน์จัดฉาก ประชาธิปไตยพวกมากลากไป..ล้วนใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล..หว่านซื้อมาทั้งนั้น !!!..
ด้วยการสร้างภาพ สร้างราคา ปาหี่หลอกแหลก ของ มหาเศรษฐี..
ผู้มีบุญญาธิการกลับชาติมาเกิด ผู้เกิดแรงบันดาลใจ ..
อยากจะเข้ามาเล่นการเมือง เพื่อทำให้ ..คนไทยหายจน !!..
จนตัวสั่น ..เพราะทนความหิวโหยไม่ไหว !!!..
......................................
เป็นไงล่ะ ..
๑๐ ปีผ่านไป กับ ระบอบทักษิณ..
หายจน..กะเตี่ย ..ไอ้หน้าเหลี่ยมมันไหมล่ะ ??..
รากหญ้ารากเน่า ชาวไร่ชาวนาเมืองไทย ทุกวันนี้ยังจนดักดาน ซ้ำซากเต่าตุ๋นอย่างต่อเนื่อง..
เคย โง่เขลาเบาปัญญาทางการเมืองมาอย่างไร ?..ทุกวันนี้ก็ยังคงเบาปัญญาทางการเมืองต่อมาอย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาทางด้านความรู้ทางการเมืองที่ถูกต้อง ในขณะที่เรื่องประชาธิปไตย ก็ท่องจำกันมาแค่คำว่า ..
เลือกตั้ง เสียงข้างมาก ประชานิยม และ ทักษิณเก่งที่สุด !!!..
นอก เหนือจากนั้น แทบไม่รู้เรื่องราวห่าใดๆเลย ชาวบ้านไพร่แดงร้อยละร้อย ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริง ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลยแม้แต่นิดเดียว ..
ปัจจุบันชาวบ้าน ไพร่แดงยังโดนระบอบทักษิณ และ ทักษิณ หลอกซ้ำซากหนักกว่าเดิม โดนแก๊งค์นายทุนสามานย์ และ ลูกสมุนบ่าวรับใช้นายทุน ออกมาเดินสายหลอกลวงแล้่วหลอกลวงอีก ..
จนผ่านไป ๑๐ ปี ชาวบ้านรากหญ้ารากเน่าในเมืองไทยของเรา ..
ก็ยังยากจน..จนไม่สามารถโงหัวออกมาจากหม้อต้มถั่วแดง..
ภาพลวงตาของระบอบแม้วแดงได้เสียที !!!..
หลอกเอามาใช้..เป็นเป้ากระสุน ..
ของ พวกกองกำลังที่ทราบฝ่าย(ชุดดำ)..ของพวกมัน..ไม่พอ !!..
มัน ยังหลอกต่อ ..ให้ฝันละเมออยู่กับนโยบายหาเสียงลวงโลก ..เรื่องของวาระอุปโลกน์ จะช่วยให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี มีงานทำ  มีเงินเดือนปริญญาตรีสูงๆ มีราคาจำนำข้าวราคาแพงๆ  มีค่าแรงขั้นต่ำที่มากและทัดเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อความเหมาะสมต่อค่าครองชีพที่สูงขี้น ..
ไงล่ะ ..มะเหงกเอ๊ย ..เข้ามาทำงาน เพียงแค่ ๒ เดือน รัฐบาลน้องปูแดงที่มันโคลนนิ่งความเฮงซวยของรัฐบาลพี่แม้วแดงมาแบบยกเซ็ตยก แค็ตตาล็อกเหลี่ยมๆ มันออกมาปฏิเสธความเป็นไปได้ของ ทุกนโยบาย ทุกโครงการของพวกมันที่มันใช้หลอกลวงขายฝันชาวบ้านตอนหาเสียงเป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว ..
นโยบายสำคัญๆ นโยบายเร่งด่วน นโยบายทำทันที เอาไว้รอปีหน้า ..
ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ..รัฐบาลทุนสามานย์ สันหลังยาวพวกนี้ ..
มันจะมีชีวิตอยู่ถึงหรือไม่ ??..
...................................
งาน ๕ ปี รัฐประหาร..
ที่แก๊งค์ไพร่แดงจัดขึ้น.. ที่มีทั้งพวกพลพรรคไพร่แดงจัดตั้ง..
ที่มีทั้งนักวิชาการแดงจอมตลบแตลง และ มีทั้งพวก ส.ส.แกนนำไพร่แดงเผาเมือง..
มาช่วยกันขึ้นเวทีทำมาหาแหลกอยู่เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนคนไทยต่อเนื่อง..
มัน ก็ยังคงมีวาระซ่อนเร้นอยู่กับเรื่องของการบิดเบือน คำว่า ประชาธิปไตย คำว่า เผด็จการ คำว่า ไพร่ คำว่า อำมาตย์ เพื่อนำมาสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนฝ่ายเดียว โดยอ้างเรื่องของประชาชน โดยอ้างเรื่องการต่อต้านการรัฐประหาร ในขณะที่สันดานความเป็นขี้ข้าบ่าวรับใช้นายทุนผูกขาด นายทุนสามานย์ของคนพวกนี้ ..ก็ยังคงอยู่ที่  !!!..
การปิดปากเงียบต่อ พฤติกรรมอันไม่ชอบมาพากลของนายทุนสามานย์ ทักษิณ ชินวัตร ต่อมหกรรมกระทำชำเราประเทศชาติครั้งใหม่ ในปมขัดแย้งเก่าๆ เรื่องเตรียมยกเขาพระวิหารไปให้เขมร เรื่องเตรียมยกเกาะกูดไปให้เขมร เรื่องเตรียมเจรจากับเขมรเพื่อที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบเขมรในการแบ่งผล ประโยชน์บ่อน้ำในในอ่าวไทยบริเวณที่เป็นพื้นที่ข้อพิพาท ..
พวกทาส บ่าวรับใช้ทางความคิดและทางการเงินของระบอบทักษิณพวกนี้ ยังคงนิ่งเงียบต่อปัญหาคอรัปชั่นอันเป็นปัญหาที่ส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตและ ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลร้ายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ..
พวกชนชั้นปลายแถวของระบอบทักษิณยังคงหน้าระรื่นอยู่กับการงานอันไร้สาระ ..
นั่นก็คือ ภารกิจอุ้มชูรัฐบาลปูแดงให้รอดพ้นจากการโดนรัฐประหาร !!!..
ดึง มวลชนไพร่แดงจัดตั้งเต่าตุ่นทั้งหลายให้คล้อยตามในข้อหมกเม็ดลวงโลกที่ว่า ..นายทุนสามานย์แม้จะต่ำทรามคอรัปชั่นขายชาติเพียงใดก็ยังดีกว่า..การที่ ประเทศไทยมีรัฐประหาร !!!..
ปล่อยให้รัฐบาลนายทุนสามานย์ โกงกินชาติบ้านเมืองต่อไป เดินหน้าขายสมบัติชาติ เดินหน้ายกผลประโยชน์ของคนในชาติบ้านเมืองให้เป็นของต่างชาติต่อไป เพราะอะไรๆก็ไม่สำคัญเท่ากับคำว่า ประชาธิปไตย มวลชนพลพรรคไพร่แดงจงนั่งแหลกนอนแหลก วาทกรรม ตามหาประชาธิปไตย วาทกรรม ต่อต้านรัฐประหารต่อไป ..
แม้พฤติกรรมของพวกไพร่แดงจะสวนทางกันกับคำว่า ประชาธิปไตย ..
แถมยังมีนิสัยเผด็จการ อันธพาล มากกว่าทหารที่ออกมาทำรัฐประหาร..
หลายเท่าเพียงใดก็ตาม ..จงหน้าด้านขับขานคำว่า..
ประชาธิปไตย ฉบับ แดงๆ กันต่อไป !!! ..
อ่านรายละเอียดข่าวประกอบเรื่องตามนี้ครับ..
'คณะนิติราษฎร์'เสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร49



ตุลาการข้องใจ'ลบล้าง'เพื่อใคร
http://www.suthichaiyoon.com/detail/15554
วงเสวนา รปห. 19 กันยา วุ่น ! หลังคนเสื้อแดงไม่พอใจการแสดงความคิดเห็นของ นศ.ม.รังสิต..
 

'สมบัติ-นพ.ตุลย์'เหน็บกันทุกช็อตเสวนารัฐประหาร


วิวาทะว่าด้วย "ความดี -คนดี" บก.ลายจุด - แทนคุณ
"๕ ปีรัฐประหาร เผด็จการ ...โปรดฟังอีกครั้ง " เมื่อการยึดอำนาจอย่างเปิดเผยเป็นความเสี่ยงของ "เผด็จการ"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316262246&grpid=01&catid=&subcatid=
แก๊งแดง! รุมยำรัฐประหาร 49 จี้แก้ รธน.เดินหน้านิรโทษฯ
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118840
..........................................
๕ ปีรัฐประหารที่ผ่านมา..
หากเราย้อนกลับไปพิจารณาข้อเสนอแนะตลอดจนความคิดเห็น ความต้องการ และ ความเชื่อในเป้าหมาย ของ ฝ่ายแนวร่วมพลพรรคไพร่แดงทั้งพวกแนวร่วมชนชั้นไพร่ทาสระดับลูกกระจ๊อกเกาะ ม็อบแหลก ที่เขาลากเขาจูงไปไหนก็ได้ มาจนกระทั่งถึงระดับแกนนอนชนชั้นปลายแถว แกนนำชนชั้นนำ และ พวกนักวิชาการไพร่แดง พวกปัญญาชนหัวก้าวหน้ามันสมองถอยหลัง พวกมิตรร้ายสหายคอมฯ ที่ชื่นชมอุดมการณ์แดงทั้งหลายแล้ว..
เรา จะพบว่า ..แนวคิดทางด้านการเมืองการปกครอง แนวคิดทางด้านประชาธิปไตยของพลพรรคไพร่แดงทั้งผอง เหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง ดักดานทางประชาธิปไตย .
ดักดานทางปัญญาของแนวทางการอยู่ร่วมกับฝ่ายอื่นๆในสังคมมาอย่างไร ??..
มันก็ยังคงดักดานของมันอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง !!! ..
พฤติกรรม สันดานอันธพาลของมวลชนไพร่แดงเมืองไทย ยังไปไม่ไกลเกินกว่าเรื่องราวของการไม่ฟังความคิดเห็นต่างของฝ่ายตรงข้าม ใครพูดไม่เข้าหูเรา เราก็เขวี้ยงแก้วเขวี้ยงขวดเป็นพวกจำอวดประชาธิปไตย ..
ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่ใครๆมักจะสงสัยกันเสมอๆว่า ..
ประชาธิปไตยขี้หมาอะไร ?? ทำไมมันมีแต่สีแดง ??..
หาก ผิดจากแดง ..ไม่ใช่ประชาธิปไตย ..หากใครเถียงแดง โต้แย้งขัดแย้งกับความคิดของแดง แดงก็จะบอกว่า ไอ้พวกอำมาตย์ ..เพราะแดงนั้นโง่แต่อวดฉลาด แดงประเภทแม่ค้าปากตลาด นักเลงหน้าปากซอย แก๊งค์เด็กแว๊นซ์ แก๊งค์เด็กวินฯ ถูกอุปโลกน์ให้เป็นพวกปราดเปรื่องเรื่องประชาธิปไตยกันถ้วนหน้า ..ทุกวันนี้ก็เลย ..บ้ากันขนาดหนัก !!!..
ฉะนั้น แล้ว ..ก็อย่าได้ไปคาดหวังว่าอะไรๆต่อมิอะไร ? ในปัญญาของพวกแดงดิบเถื่อนถ่อยบางกลุ่มบางจำพวก (ไม่ใช่ทั้งหมด) ..พวกที่มันปากพล่อย ปากหอย ปากปู และ ปากสามหาวทั้งหลาย..มันจะได้คิดที่จะพัฒนาปัญญาทางการเมืองของพวกมัน ..
คน พวกนี้มันก็คงจะอยู่กับ วาระลวงโลกเก่าๆ เรื่องราวของการอุปโลกน์ตนเป็นชนชั้นหัวก้าวหน้า (มันสมองถอยหลัง) ของพวกมันไปอย่างต่อเนื่อง ..จนกระทั่งมันตายและฉิบหายไปจากโลกมนุษย์ของเรานั่นแหละ !!!..
นี่ คือ อาการป่วยไข้ของคนที่ออกมาเล่นเกมกีฬาสีจนเลอะเลือนเลอะเทอะเปอะขี้ไปเรื่อย จนหาทางกลับบ้านไม่เจอ คนพวกนี้เล่นเกมแบ่งแยกแบ่งสี แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อแอบอ้างเอาประชาธิปไตยมาหลอกแหลกและโจมตีฝ่ายอื่นๆในสังคมไทย โดยเฉพาะโจมตีฝ่ายทหาร เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และ ทางการเงินของพวกตนล้วนๆ !!..
นอกจากวาระซ่อนเร้น เรื่องการจัดฉากปาหี่ในรำลึก ๕ ปีรัฐประหารในครั้งนี้ ..
เราจะพบว่าคน เสื้อแดงชนชั้นปลายแถวพวกนี้ นอกจากจะออกมาโจมตีทหาร โจมตีกฎหมายของชาติบ้านเมือง โจมตีการตัดสินคดีของผู้พิพากษาศาลต่อทุกๆกรณีที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อยู่กลางประเทศไทยแล้ว..
พวก ไพร่แดงชนชั้นแนวหน้า ไพร่แดงชนชั้นนำ พวกชนชั้นไพร่อำมาตย์ที่เหลืออื่นๆอีกหลายคน ก็มีวาระสัปดน มีวาระแอบแฝง มีวาระบ่อนทำลายชาติเข้ามา ในเรื่องของการแห่แหนกันไปเป็นสักขีพยาน ยอมรับว่า รัฐบาลไทยสมัยปูแดงนายกฯรักการอ่าน ได้ผ่านงานของการออกไปแสดงตัวเป็นขี้ข้ารับใช้งาน ฮุนเซน พ่อเมืองใหญ่เขมร..กันไกลถึงกลางกรุงพนมเปญอีกด้วย ..
ภาพ และเสียงที่สื่อผ่านออกมาเป็นข่าวในช่วงหลายวันมานี้ ต่อการมาเยือนเขมรอย่างมีวาระผลประโยชน์บ่อน้ำมันอ่าวไทยแอบแฝงของ ทักษิณ ชินวัตร หรือ ไอ้หน้าเหลี่ยมนั้น ..
มันชัดเจนเหลือหลายว่า ..เป็นการจงใจที่จะท้าทายอำนาจฝ่ายทหารไทย ..
และ จงใจอย่างเหลือหลายที่จะท้าทายกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ..
โดยการกล่าวอ้างสร้างภาพเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ !!!..
อ่านรายละเอียดข่าวประกอบเรื่องตามนี้ครับ ..
'แม้ว'โชว์วิสัยทัศน์ที่เขมร ปลุกอาเซียนสู้วิกฤตโลก
http://www.matichon.co.th/daily/view_news.php?newsid=01p0110200954§ionid=0101&selday=2011-09-20
ฮุนเซนมอบเหรียญอิสริยยศด้านการอุทิศตนเพื่อสันติภาพในอาเซียนให้ "ทักษิณ-นพดล" พร้อมซ้อมเตะบอลทุกวันก่อนฟาดแข้งเสื้อแดง
http://www.posttoday.com/รอบโลก/111756/ฮุนเซนมอบเหรียญอิสริยยศทักษิณ-นพดล
เวทีปาหี่นี้ที่เขมร ..
เป็นเวทีสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากลวงตาชาวโลกโดยเฉพาะ..
การ อุปโลกน์มอบเหรียญให้ ดูโอขายชาติ นายว่าขี้ข้าพลอยอย่าง เหลี่ยม และ เหล่  ๒ วายร้ายมหาภัยแห่งการยกเขาพระวิหารไปให้เขมรนั้น เมื่อปี ๒๕๕๑ ..มันเป็นภาพบาดตาบาดใจคนไทยผู้รักชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง ..
เหตุเพราะว่า ..หากใครก็ตามที่ติดตามข่าว ทักษิณ อิน ขแมร์ ติดตามทริปนรกแหลกด่วนหนนี้อย่างต่อเนื่อง จะพบว่ามันมีการจัดฉากแหกตาชาวโลกกันมาเป็นระยะๆตอลอดเวลา ..
จาก แรกเริ่มมันมีเรื่องของการปล่อยข่าวอื่นๆ เพื่อมากลบเกลื่อนข่าวเรื่องพี่แม้วแดงของน้องปูแดงเยือนเขมรเพื่อเจรจาผล ประโยชน์บ่อน้ำมันกับฮุนเซนอยู่สัปดาห์สองสัปดาห์ ของพวกลูกสมุนแก๊งค์ไพร่แดงระดับขี้ข้าทาสบริวาร..จนชาวบ้านเขาจับไต๋ได้ !!..
มัน ก็ยังมีเรื่องของการสร้างประเด็นข่าว เพื่อสร้างภาพอวย ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาในประเทศเขมรอีกด้วย ไม่ว่าจะข่าวการเลี้ยงต้อนรับทักษิณของฮุนเซน หรือ ข่าวการจัดเวทีแสดงทัศนะทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่องค์กรภาคธุรกิจของทางเขมรเป็นฝ่ายจัดขึ้นมานั้น ..
มัน ก็เป็นแค่เพียงเวทีลวงโลก ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อให้ ทักษิณ ใช้เวทีของเพื่อนบ้านเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายเขมร ..
เข้ามาแทรกแซงปัญหาความขัดแย้ง..
ภายในชาติบ้านเมืองของเรา !!..
มัน เป็นการเอาเวทีปาหี่ของคู่กรณีพิพาทปัญหาชายแดนกับประเทศไทยของเรา เพื่อเอาอ้างเพื่อทำการบิดเบือน และ มอมเมาความคิดของคนในชาติบ้านเมือง ..
โดยมีเรื่องของการสมานฉันท์ปรองดองเป็นฉากบังหน้า เป็นมายาคติ เป็นภาพลวงตา ซึ่งหาก ใครได้ติดตามแนวคิดของแขกผู้มีเกียรติที่เข้ามาร่วมแสดงทัศนะบนเวทีเสวนา เศรษฐกิจเขมรหนนี้ ก็คงจะเข้าใจเบื้องหน้าเบื้องหลังของฉากปาหี่ของเวทีเหรียญอัปยศของคนขาย ชาติ ฮุนเซน เหลี่ยม เหล่ ได้เป็นอย่างดี ..
โดย เฉพาะคำกล่าวของ นาย โฮเซ่ เดอ เวเนเซีย จูเนียร์ ประธานและหัวหน้าคณะผู้บริหาร องค์กร CAPDI ของเขมรนั้น ยิ่งชัดเจนในความเป็นกระบอกเสียงระดับขี้ข้าชั้นดีของฮุนเซน ต่อการแทรกแซงความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย ..
นาย โฮเซ่ เดอ เวเนเซีย จูเนียร์  พูดถึงการอภัยโทษนักโทษการเมืองของไทย และ การเสนอเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ ในประเทศไทยโดยเอ่ยอ้างชื่อบุคคลสำคัญของประเทศในแบบที่ว่า ..มีใบสั่งมา ให้พูดตามนั้น !!!..
นาย โฮเซ่ เดอ เวเนเซีย จูเนียร์  ขี้ข้าตัวเอ้ตัวหนึ่งของ ขแมร์ฮุนเซน พูดถึงเรื่องความขัดแย้งของ เสื้อเหลือง เสื้อแดงในกรุงเทพฯ และ พูดลามปามไปจนถึงเรื่องที่ ป๋าเปรม , ปูแดง และ มาร์ค ต้องหาเวทีเจรจาเพื่อการสมานฉันท์ปรองดอง ..
นี่มันไม่ใช่เรื่อง ..ปกติธรรมดาๆ มันไม่ใช่เวทีเสวนาด้านเศรษฐกิจขี้หมาอะไรทั้งนั้น ..
มันเป็นเวทีปาหี่ของเพื่อนรักฮุนเซน ที่ต้องการสร้างภาพสร้างราคาให้ทักษิณ..
พร้อมๆกับการโยนบาปฝ่ายตรงข้ามทักษิณผ่านเวทีอุปโลกน์เมืองเขมร..
โดยมีพวกแก๊งค์ขายชาติเมืองไทยทั้งประเทศไทยและประเทศเขมร..
ให้การสนับสนุน !!...
........................................
สุดท้ายนี้..
โปรดอย่าถาม..
ว่าจะมีรัฐประหารขึ้นในเมืองไทยเหมือนในอดีต..หรือเปล่า ??..
รู้ ไว้อย่างเดียวว่า..ตอนนี้ มันใกล้ล่ะ มันเข้ามาล่ะ ..เพราะการขยันออกมาเร่งสร้างเงื่อนไข เร่งเกมไล่ปูแดงแบบท้าทายแรงๆเข้ามาหลายรอบล่ะ ซึ่งมันก็เหมือนกับการเร่งขายชาติขายแผ่นดินของพวกไพร่แดง และ คนในระบอบทักษิณ ..
ปม บ่อน้ำมันปมนี้ปมเดียว ..รอบนี้อาจจะไม่ได้แค่เสียวเฉพาะเมืองไทย ทว่า เมืองเขมรก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ ๒๐ กว่าปีขึ้นมาก็ได้ ..
ความ นิ่งสงบ ..เหมือนน้ำนิ่งไหลลึกของทั้งฝ่ายทหารไทย และ ฝ่ายทหารเขมร ภายใต้อารมณ์สรวญเสเฮฮาบ้าอำนาจของฝ่ายการเมืองของทั้งสองประเทศนั้น ..
บอกได้คำเดียวครับว่า ..เสียวว๊อย เสียวโว้ยยยย ..เสียวแทนจริงๆ !!!..
ขแมร์ฮุนเซนนั้น จะว่าไปแล้วไม่ใช่บุคคลที่มีคุณค่า และ เรืองอำนาจจนยากต่อการโค่นล้ม ..
ปมเขาพระวิหารที่ฮุนเซนดันให้ ฮุน มาเนต โดดเด่นขึ้นมาแบบข้ามหน้าข้ามตานายทหารคนอื่น.. 
ปมบ่อน้ำมันที่ฮุนเซนเตรียมจะขายสมบัติชาติเขมรให้กับต่างชาติที่ชอบสวาปามเอารัดเอาเปรียบ ..
รวมถึงปมเพื่อนรักทักษิณที่ฮุนเซนนำมาสร้างความวุ่นวาย จนทำให้คนเขมรไม่สามารถหลุดหนีจากปัญหาส่วนตัวของทักษิณไปได้ ..
เฉกเช่นเดียวกันกับคนไทยในเวลานี้ !!! ..
ปม ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ฮุนเซนและครอบครัวเข้าไปมั่วแทบจะทุกกิจการสำคัญๆใน เขมร และ ปมขายดินแดนเขมรให้เวียดนามที่เขมรปัญญาชน หรือ เขมรใหม่ ที่กำลังตื่นตัว และ มีจำนวนมากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยจนเริ่มจะกระจายไปทั่วโลกและกระจายไปทั่ว ประเทศเขมรเวลานี้ ก็เริ่มที่จะขยับรุกไล่ฮุนเซนเข้ามาเรื่อยๆ ทีละนิด ทีละนิด..
ฮุนเซน จะอยู่รอดไม่รอดก็แค่เรื่องปาหี่เขาพระวิหาร ..
และ เรื่องบ่อน้ำมันตรงพื้นที่ทับซ้อนในตอนนี้เท่านั้นนั่นแหละ !!!...
หาก เขาพระวิหารฮุนเซนไม่ได้ไป ฮุน มาเนต ก็เดินเตะเห็ดฟรี เหตุราศีผู้นำไม่จับ คงได้ขึ้นคานหามกลับบ้าน หมดวาสนาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมืองเขมรต่อจาก ฮุนเซน ผู้เป็นพ่อแน่ๆ ..
ที่ สำคัญ มันอาจจะยังมีเรื่องแย่ๆมากกว่านั้น ก็คือ หากฮุนเซนไม่สามารถได้เขาพระวิหารไป และ บ่อน้ำมันในอ่าวไทยนั้นต้องเจรจาแบ่งให้กับฝ่ายไทยอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่แอบคิดร้ายยำจะกระทำชำเราประเทศไทยเพื่อจะโกยเอาผลประโยชน์แต่เพียง ฝ่ายเดียว ฮุนเซนก็เตรียมตัวเสียว..ได้เลย !!!..
ในอนาคต ..การรัฐประหารอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย ..
แต่มันอาจจะ ..เกิดขึ้นอยู่ที่ใจกลางกรุงพนมเปญ..ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้ !!!..
ขแมร์ ฮุนเซนนั้น ..ใครต่อใครก็ทำนายทายทักกันเอาไว้หลายปีมาแล้วว่า จะฉิบหายในเร็ววัน และ ประเด็นที่จะทำให้ฮุนเซนนั้นเกิดวาระฉิบหายขึ้นมาฉับพลันทันด่วนนั้น ก็คือ ประเด็นเรื่องของการเอาชาติบ้านเมืองเขมร..
มาพัวพันกับเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของครอบครัว ..
และ มาพัวพันผลประโยชน์ของแก๊งค์มนุษย์ฉิบหายขายชาติ..
อย่าง ..ไอ้หน้าเหลี่ยม นั่นเอง !!!..
คน เขมรไม่ได้พิศวาสไอ้หน้าเหลี่ยม เหมือนอย่างพวกไพร่แดงรากเน่าใจบอดสมองบอดบ้านเรานะจะบอกให้ ปัญญาชนเขมรสมัยใหม่ นักวิชาการเขมรที่คนเขมรให้เครดิตให้ราคาความรู้ต่างปฏิเสธการมาของไอ้แม้ว ในเขมร กันทั้งนั้น ..
มีแต่ตระกูลฮุนเซน กับ ลูกสมุนเฮงซวยของมันเท่านั้น ..
ที่ไปให้เครดิตคนขายชาติบ้านเมืองตัวเองอย่าง ..ไอ้หน้าเหลี่ยม !!!..
นี่ คือ ชนวนความแตกแยกทางความคิดครั้งสำคัญของคนเขมร ที่จะนำไปสู่การรวมพลังทั้งฝ่ายเขมรใหม่ในเขมร และ ฝ่ายเขมรใหม่ในต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายทหารแปรพักตร์ ออกมาเตะสกัดบัลลังก์สวรรค์ของฮุนเซนที่จะส่งผ่านต่อไปให้ ฮุน มาเนต ในอนาคตแน่ๆ ..
จริงๆ หากใครเข้าใจปัญหาชายแดน จะเข้าใจว่าในระดับนายทหารนั้น ทหารไทย และ ทหารเขมรนั้น สายสัมพันธ์ฉันพี่น้องนั้นลึกซึ้งกันจะตายไป เกินกว่าที่คนหูตึงปัญญาอ่อนอย่าง ฮุนเซน จะเข้าใจได้..
เกม สั่งสอนน้องกระดูกละอ่อน กระดูกคนละเบอร์เหมือนปีกลาย เป็นอะไรที่ทหารเขมรยังคลางแคลงใจ นายใหญ่ฮุนเซนของตัวเองไม่หายว่า..ทำไม ? ทำกับพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของตัวเองได้ลงคอ รู้ทั้งรู้ว่า สู้พี่ไทยเขาไม่ได้แล้วยังเจือกเอากองทัพอีแตะขี้สนิมอันเกรียงไกรมาให้พี่ ไทยถล่มซะยับเยิน..เกินต้านไหว !!..
ทำไม ?.. ฮุนเซน และ ฮุน มาเนต จึงกล้าเอาพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของตัวเอง ไปเป็นเหยื่อเกมลวงโลกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ..
การปะทะอันไร้เหตุผลของ ทหารไทย และ ทหารเขมร ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น นายทหารเขมรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับฮุนเซนทั้งนั้น ..
และ ยิ่งการส่ง ฮุน มาเนต ลูกชายวัยละอ่อนทางการยุทธ์การสงคราม มาเดินเก็บเห็ดและนับเม็ดกระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายไทยแบบโงหัวไม่ขึ้น และ ไร้เล่ห์กลศึกสงครามด้วยแล้ว ..
นายทหารเขมรส่วนใหญ่เขาก็เริ่มส่ายหน้าระอา..น้ำยาฮุนเซน ทันที !!..
ฮุน เซน ตอนนี้เหมือนคนขี่หลังเสือ ลงจากหลังเสือวันใดโดนเสือแหลกวันนั้น เบอร์ ๑ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ เบอร์ ๔ ..เรียงคิวรอเสวยอำนาจต่อคิวฮุนเซนเพียบ ..
ทางไปในบัลลังก์อำนาจของฮุนเซนนั้น มันจึงไม่ได้ราบเรียบ..
หรือ โรยด้วยกลีบกุหลาบอันหอมหวลชวนดมอีกต่อไป !!!..
พลาด ท่ามาวันใด ?..โดนมหาอำนาจหักหลังแทรกแซงวันใด ? ..โดนเวียดนามพ่อบุญธรรมเฉดหัวทิ้งวันใด ?? ..และ โดนประชาชนคนเขมรใหม่เอาใจออกห่างวันใด ? โดนนายทหารเขมรเอาใจออกห่างวันใด ??..ฮุนเซนก็ไปไม่รอด ..จอดไม่ต้องแจว !!!..
ดัง นั้น ..ในเมืองไทยของเราตอนนี้เหมือนกัน กับการปล่อยข่าวรัฐประหารของพวกแกนนำไพร่แดง พวกมิตรร้ายสหายคอมฯ พวกบ้าประชาธิปไตย ฉบับ แดงๆ ..
พวก ที่จะตะแบงสร้างกระแสทหารจะทำรัฐประหาร เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนออกมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิกเฉยต่อการทำงานตามคำมั่นสัญญาแหกตาทั้งหลายในนโยบายลวงโลกตอนหาเสียง ..
มันไม่แค่เพียงเกมปาหี่จัดฉากแหกตาต่อเนื่อง..
ของพลพรรคไพร่แดงตะแบงฝันตะแบงสร้างกระแสรายวันเท่านั้น !!!..
ประเภท หมดปาหี่หนึ่ง ก็มาต่อที่อีกปาหี่หนึ่ง จัดฉากข่าวนั้นกลบข่าวนี้เสร็จ ก็จัดฉากข่าวนี้เพื่อไปกลบข่าวโน้น เอาดารา เอาพริตตี้มาแหกตาสร้างข่าวสร้างกระแสแก้ปัญหาน้ำท่วม ..
ใน ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้โฆษก ส.ส.สอบตกสมองบวม โยนบาปฝ่ายค้าน ในเรื่องของการเจรจาผลประโยชน์ในเรื่องดินแดน โดยกล่าวหาและใส่ร้ายว่า ..ฝ่ายค้าน หรือ อดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทำไทยเสียเปรียบเขมร ..
เพื่อเป็นการ..ป้ายความผิด ให้ฝ่ายตรงข้ามรับกรรม ไปด้วยวิธีการง่ายๆ ..
ก่อนที่ทางรัฐบาลปูแดง ..จะเอาชาติบ้านเมืองไปขายเสียเอง !!
เพราะ ความจริงนั้น ..คนที่มันทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเขมร และ อยู่ในขั้นตอนของความยากลำบากต่อการสร้างสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันในช่วงที่ ผ่านมานั้น มันคือ ไอ้หน้าเหลี่ยม ต่างหากล่ะ ..
ทั้ง สมัยที่ทำ MOU ๔๔ ที่ไปยอมรับ เกาะกูดเป็นของเขมรตามพิกัดแผนที่เขมร และ การปล่อยให้เขมรละเมิด MOU ๔๓ รุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในสมัยทักษิณมีอำนาจ ..
ใน สมัยสมัคร นอมินีผู้วายชนม์ของทักษิณ ก็ยังมีกรณี นพดล ปัทมะ ผู้มีวิสัยทัศน์ไม่สามัคคีทางด้านมุมมองข้อกฎหมาย ไปเซ็นยอมรับตัวปราสาทเป็นของเขมร ด้วยข้ออ้างที่ว่าไทยเสียเขาพระวิหารไปให้เขมรแล้วตามคำสั่งของศาลโลก ปี ๒๕๐๕ ..
ดังนั้่น คำพูด หรือ ความในใจ ที่หลุดมาจากไส้ในคดๆของรัฐบาลปูแดง ..
ผ่านการตะแบงปากเปียกปากแฉะของ โฆษก ส.ส.สอบตก ล่าสุดนั้น ..
มันก็คือ ..การบอกกล่าวล่วงหน้า ..ถึงการขายชาตินั่นแหละ !!..
มัน จึงไม่มีอะไร .. ที่จะมั่นใจได้เลยว่า รัฐบาลปูแดง จะไม่ตะแบงยกเขาพระวิหารไปให้เขมร จะไม่ตะแบงยกเกาะกูด ไปให้เขมร ..จะไม่ตะแบง ยกบ่อน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนไปให้เขมร ตามความต้องการของ ฮุนเซน และ ..ไอ้หน้าเหลี่ยม เพื่อนรัก !!!..
ฉะนั้น .. โปรดอย่าถามว่า ..เมืองไทยจะมีรัฐประหารเหมือนในอดีต..อ่ะเปล่า ??..และ ..โปรดอย่าถามว่า ..ปูแดงจะหนีไปอยู่ ดูไบนคร ตามพี่เหลี่ยมของเธอหรือไม่ ??..
รู้ไว้อย่างเดียวว่าไม่มีใคร?..สามารถตอบแทน น้องปูแดงของพี่แม้วแดงเธอได้ ???..
เพราะว่า ..ปูแดง เธอนั้นทั้งรวย  และ ปูแดง เธอนั้นทั้งสวย ..
แม้เธอจะไม่ฉลาดนัก และ เธอก็รักการอ่านนิดๆ !!!..
แต่เธอก็มีสิทธิ์ ..เลือกหนีไปได้ ..หลายประเทศ..
แบบว่า สวยเลือกได้ รวยเลือกได้..
นะคร๊าาาาาาาา !!!..
..................................
วินเซนต์
ริมโขง   บึงกาฬ
๒๐  กันยายน  ๒๕๕๔
...................................

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง