จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Search

กำลังโหลด...
บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ศาลโลกใกล้ตัดสินคำร้องเขมรให้ไทยถอนกำลังจากประสาทพระวิหาร



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2554 11:59 น.

ปราสาทพระวิหาร
       เอเอฟพี - ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยูเอ็น เตรียมพิพากษาคำร้องของกัมพูชาที่ต้องการให้ทหารไทยถอนกำลังออกจากชายแดน พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเกิดการปะทะกันหลายต่อหลายครั้งในทันที ในวันจันทร์ (18) ที่จะถึงนี้
      
       ทั้งนี้คาดว่า ผู้พิพากษาฮิซาชิ โอวาดะ ประธานศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะอ่านคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวในเวลา 10.00 น. หรือราว 15.00 น.ตามเวลาของไทย ณ พีซพาเลส กรุงเฮก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลแห่งนี้
      
       ผู้สังเกตการณ์ซึ่งใกล้ชิดกับไอซีเจเผยว่า ในวันจันทร์ (18) ศาลโลกจะมีคำสั่งตามคำร้องของกัมพูชาเพื่อให้ประเทศไทยยุติกิจกรรมทางทหารใน บริเวณดังกล่าว โดยโอวาดะจะดำเนินการตัดสินร่วมกับคณะผู้พิพากษาศาลโลกอีก 14 นาย และผู้พิพากษาเฉพาะกิจอีก 2 คน
      
       ในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กัมพูชาได้ยื่นคำร้องให้มีการตีความคำสั่งศาลระหว่างประเทศเมื่อปี 1962 เกี่ยวกับการครอบครองประสาทพระวิหาร พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้พิพากษาอนุมัติมาตรการชั่วคราว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสั่งให้ไทยถอนกำลังทหารจากพื้นที่ดังกล่าว และห้ามกิจกรรมทางทหารของไทยทั้งหมดในทันที
      
       ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท กลายเป็นประเด็นโต้แย้งและเกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง จนในสิ้นเดือนพฤษภาคม รองนายกรัฐมนตรีฮอร์ นัมฮง ของกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนทหารจากบริเวณดังกล่าวในทันทีอย่างไร้เงื่อนไข
      
       รัฐบาลพนมเปญยังเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรม หรือปฏิบัติการซึ่งอาจแทรกแซงสิทธิของกัมพูชา หรือทำให้ความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวเลวร้ายลงไปอีก
      
       ด้าน นายวีรชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ออกมาตอบโต้ด้วยการดำเนินการเรียกร้องให้ศาลโลกยกฟ้องคำร้องดังกล่าวของ กัมพูชา ทว่า รัฐบาลไทยก็ยืนยันว่าจะเคารพคำสั่งของไอซีเจ

อเมริกา-ดาร์สปวง หมู่บ้านคนไทยต้านเขมร

ยืนหยัดเป็นหมู่ บ้านกันชน ตะเข็บชายแดน เป็นคนไทยแนวหน้ายันกัมพูชารุกราน ไม่มีชื่อในสารบบฝ่ายปกครอง แต่อย่างน้อยน่าจะปรากฏในการข่าวความมั่นคง

กรุงเทพธุรกิจ

ชาวหมูบ้านอเมริกา-ดาร์สปวง ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อ วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ค่ายทหารพราน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา จัดงานพิธีครบรอบ 33 ปีการก่อตั้งกรมทหารพราน โดยพลโทจีระศักดิ์ ชลประสบ แม่ทัพน้อยภาคที่ 2 เป็นประธานพิธีคล้ายวันสถาปนา มีทหารพราน และอดีตทหารพราน ข้าราชการ และประชาชนเข้าร่วม รฤก วีรกรรมของเหล่าทหารพราน ที่เสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยอย่างมีเกียรติและสม ศักดิ์ศรี
หลังเสร็จสิ้นพิธีการวางพวงหรีด และยิงปืนสลุต 3 ชุด คารวะอนุสาวรีย์วีรชนทหารพราน ตามด้วยพิธีสงฆ์เสร็จแล้ว ประธานได้มอบเข็มกลัดทองพร้อมใบประกาศเกียรติคุณให้หน่วยงานองค์กร ตลอดจนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้ช่วยเหลือสนับสนุนด้านเครื่องอุปโภค บริโภค ยุทธปัจจัยในยามสถานการณ์คับขันด้านชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาหลัด ๆ  
ตัวแทนหมู่บ้านอเมริกา-ดาร์สปวง ก็อยู่ในจำนวนนี้ที่ได้รับเกียรติเชิญมารับเข็มและใบประกาศ ในฐานะเป็นชุมชนอาสาแนวหน้าป้องกันการรุกรานดินแดนจากทหารกัมพูชา และชาวกัมพูชาที่มาตั้งหมู่บ้านประชิดและรุกล้ำชายแดนไทย
แน่นอนในสถานการณ์สู้รบและตึงเครียด ตลอดหลายเดือน การตั้งหมู่บ้านย่อมยากลำบาก สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐและคนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจ และไม่มีความชัดเจนในเรื่องสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
อเมริกา-ดาร์สปวง!หมู่บ้านอเมริกา-ดาร์สปวง ไม่เคยปรากฏในแผนที่การปกครอง หรือแผนที่ปฏิบัติการฉบับใด ของทางราชการอย่างแน่นอน แต่อาจเริ่มปรากฏในเอกสารรายงานการข่าวของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งก็มิได้มีความสำคัญต่อการมีหรือไม่มีอยู่ของคนไทยกลุ่มนี้ มิสลักสำคัญเท่ากับเนื้อหาสาระแท้จริง ว่าด้วยสิทธิความชอบธรรมในการมีที่ดินทำกิน อันเคยมีมาแต่เดิม และสำคัญอย่างยิ่งเป็นหมู่บ้านแนวกันชนกับรัฐเพื่อนบ้านมีผู้นำก้าวร้าว
ถอยหลังไปช่วง พ.ศ.2519 - 2523 สงครามตัวแทนต่างลัทธิยังไม่จางจากแถบอินโดจีน กระทบต่อการดำรงชีวิตปกติ การประกอบอาชีพของชาวไทยตามแนวชายแดนติดกับกัมพูชาอย่างหนัก เพราะไม่อาจทนฝ่ากระสุนปืน กับระเบิด ในที่ดินทำกินแต่เดิมได้ เคยมีคนเสี่ยงฝ่าปราการนี้เข้าไป ต้องเสียชีวิต เสียอวัยวะ และจึงจำใจทิ้งเรือกสวนไร่นาออกมา
หลังสถานการณ์สู้รบเบาบางและยุติประมาณ พ.ศ.2523 เป็นต้นมา ชาวไทยกลุ่มหนึ่งกลับไปทำกินในที่ดินเดิม แต่กลับเจออุปสรรคจากรัฐไทยสร้างขึ้น เมื่อได้ออกประกาศรัฐทับพื้นที่ทำกินประชาชนในรูป อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์ป่าและพันธุ์พืช ป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ความมั่นคง 
ประกาศดังกล่าวครอบคลุมหลายจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี จนถึง ตราด
ประกาศกฎหมายเหล่านี้ กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนถึงขั้นจำคุก จึงเป็นอุปสรรคกีดกันสิทธิของประชาชนคนไทยเจ้าของที่ดินเดิม
ขณะที่ประชาชนไทยไม่สามารถเข้าไปทำกิน ในที่ดินเดิมของตนเองหรือของบรรพบุรุษได้ แต่กลับมีชาวกัมพูชาจำนวนหลายร้อยครอบครัว บุกรุกยึดถือครองที่ดินดังกล่าวแทน ปลูกสร้างบ้านเรือนตั้งหมู่บ้านขึ้น ตัดไม้หวงห้ามไปจำนวนมากลำเลียงขาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยมิได้แยแสดำเนินการสกัดขัดขวางมาเป็นเวลานาน เพราะมีบางคนระดับบิ๊ก สมคบกันแบ่งปันผลประโยชน์กับกัมพูชา
พฤติการณ์เลือกปฏิบัติเช่นนี้ ย่อมเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ที่ผ่านมา ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องคนใดใส่ใจ ยำเกรงกลัวความผิด...เพราะน้อยรายหรือไม่มีเลยจะถูกเอาผิด!
ตรงกันข้าม กลับบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับประชาชนคนไทยด้วยกันอย่างเข้มงวด ไร้ความชอบธรรม ซึ่งมีตัวอย่างมากมาย ยกตัวอย่างกรณี ชาวบ้านตกเป็นจำเลยต้องขึ้นศาลจังหวัดนางรอง
เครือข่ายไร้ที่ทำกิน ทวงคืนแผ่นดิน26 ม.ค.2553 เวลา 14.00 น. ชาวบ้านไร้ที่ทำกินในนาม เครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ และ เครือข่ายสภาประชาชน 4 ภาค เป็นคนไทยจาก สระแก้ว สุรินทร์ มหาสารคาม และบุรีรัมย์ กว่า 500 คน รวมตัวนำสัมภาระ เครื่องมือทำการเกษตร เข้าไปแผ้วถางเตรียมแบ่งที่ดินเพื่อจัดสรรที่ทำกินบริเวณเขตป่าสระสาม บ้านราษฎร์รักแดน ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พื้นที่กว่า 500 ไร่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา
ชาวบ้านยึดครอบครองพื้นที่บริเวณนี้ไว้ เบื้องต้นเพื่อป้องกันการรุกล้ำเขตแดนของชาวกัมพูชา และต้องการมีที่ทำกินด้วย ต่อมา ตำรวจ สภ.ละหานทราย ทหารพรานที่ 26 ตชด.215 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และฝ่ายปกครอง อ.ละหานทราย นำกำลังเข้าสกัดกั้นชาวบ้าน เจรจาให้ชาวบ้านหยุดแผ้วถางป่าและผลักดันออกไป ระบุว่าเป็นป่าอนุรักษ์และป่าต้นน้ำ 
ตำรวจได้คุมตัว นายสมร พลเกิด ประธานเครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ อ.บ้านกรวด กับพวกรวม 4 คนไปสอบสวนที่ สภ.ละหานทราย แต่ยังไม่แจ้งข้อหา ส่วนชาวบ้านแม้จะถูกผลักดันออกจากเขตป่าสระสาม แต่ยังคงยืนยันจะปักหลักอยู่บริเวณถนนทางเข้า เพื่อรอให้ปล่อยตัวแกนนำ และยังคงยืนยันจะเข้าทำกินในป่าผืนดังกล่าว  
แกนนำยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่ดินผืนดังกล่าวเคยเป็นที่ทำกินของชาวบ้านมาในอดีต แต่ต้องอพยพหนีการสู้รบกับทหารกัมพูชาฝ่ายเฮง สัมริน และฮุน เซน ต่อมา มีประกาศเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา ทับลงไป ซึ่งชาวบ้านต้องการจะเรียกร้องให้จัดสรรที่ทำกินเช่นเดิม และมีเจตนารมณ์จะเป็นหมู่บ้านกันชนปกป้องดินแดนไทยตามตะเข็บชายแดนไว้ด้วย 
ต่อมา ชาวบ้านทั้ง 4 คนก็ถูกตั้งข้อหามีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กับพวกประมาณ 500 คนบุกรุกยึดครอง แผ้วถาง ป่าหินเพลิง จำนวน 8 ไร่ เผาทำลาย ความเสียหายประมาณ 545,954.40 บาท และส่งฟ้องศาลจังหวัดนางรอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1072/2553
จนกระทั่ง 29 มีนาคม 2554 ศาลจังหวัดนางรอง พิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ 690/2554 พิพากษายกฟ้องประชาชนกลุ่มนี้ โดยชี้ว่า
"ศาลพิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่ร่วมกับประชาชนประมาณ 500 คนว่า เดินทางไปอย่างเอิกเกริก เป็นที่รับรู้ทั่วไปของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ ผิดวิสัยของบุคคลจะไปกระทำความผิด นอกจากนี้ประชาชนยังได้แยกย้ายกันกลับออกจากที่เกิดเหตุภายในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 12 นาฬิกา หลังจากเจรจากับพนักงานเจ้าหน้าฝ่ายต่าง ๆ โดยที่พนักงานเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ดำเนินการกับบุคคลที่อ้างว่ากระทำความผิด สำเร็จตามโฆษณาหรือประกาศของจำเลยทั้งสี่แล้วแต่อย่างใด  การกระทำของจำเลยทั้งสี่และประชาชนที่ไปวันเกิดเหตุมีเจตนาป้องกันประเทศและ รักษาผลประโยชน์ของชาติไม่ให้สูญเสียแก่กัมพูชา อันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 71 จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสี่มีเจตนาโฆษณาหรือประกาศให้บุคคลกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง”
แต่เพราะประเทศนี้ใช้กฎหมายระบบกล่าวหา ภาระจึงตกกับประชาชน กว่าจะพิสูจน์ความจริงในศาล ต้องเสียทั้งเวลาและเงินทองในการต่อสู้คดี
ณ วันนี้ แนวทางปักหลักตั้งชุมชนเพื่อเป็นที่ทำกินและเป็นแนวหน้าปกป้องอธิปไตยแผ่นดินไทย จึงเป็นการช่วยทางการรัฐไทยอย่างแน่นอน   
ดาร์สปวง ชื่อต้นไม้ตระกูลจันผา ใช้เป็นชื่อสำนักสงฆ์ดาร์สปวง ต.แนงมุด* อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ นำมาตั้งชื่อหมู่บ้านคนไทยไร้ที่ดินทำกิน บุกบั่นจะเข้าไปทำกินในที่ดินเดิม สนธิความหมายความสัมพันธภาพกับคนไทยในอเมริกา ได้ร่วมใจสนับสนุนมอบปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกับการยืนหยัด เป็นแนวหน้าร่วมต้านภัยรุกรานกับทหารหาญ จึงเป็นที่มาของหมู่บ้านอเมริกา-ดาร์สปวง
*แนงมุด ยกเป็นตำบล พ.ศ.2514 แยกจาก ต.บักได อ.พนมดงรัก เรื่องเล่าในอดีต มีหญิงคนหนึ่งไปเจอแหล่งน้ำกลางป่า ลงไปมุดงมจับปลาที่เต็มไปด้วยปลาดุก แล้วถูกเงี่ยงปลาดุกทิ่มมือ แหล่งปลาดุกนี้ขึ้นชื่อมาก จึงเป็นที่มาชื่อเรียกสถานที่มาจนบัดนี้
    ปลาดุก ภาษาเขมร เรียกเต็ม ๆ เตร็ยอ็อนแนง คนท้องถิ่นเรียกสั้น รัว กร่อนเหลือ "เตร็ยแนง" และ "แนง" คำเดียวก็เข้าใจ ส่วน มุด มุดน้ำ, ดำน้ำ มาจาก ชมุจ ตัดบริบท เงี่ยง ออกไป "แนงมุด" จึงอมความหมายถึง ดำน้ำจับปลาดุก เงี่ยงทิ่มมือ นั่นเอง (บรรณาธิการ)

 

'กษิต'เชื่อศาลโลกตัดสินคำร้องเขมรตามเนื้อผ้า


Pic_185951 "กษิต" รายงานแนวทางศาลโลก ชี้ขาดคำร้องเขมร ในการประชุม ครม.อภิสิทธิ์นัดส่งท้าย คาดองค์คณะศาลโลกจำนวน 15 คน จะตัดสินไปตามเนื้อผ้า...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งถือเป็นนัดสุดท้ายของ ครม.รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักชื่นมื่น โดยนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งต่อ ครม.ว่า ทาง กกต.ได้แจ้งมาแล้วว่า ในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 12 ก.ค.จะยังรับรองได้ไม่ครบ 475 คน หรือ 95% ทั้งนี้นายกฯ ได้แจ้งต่อ ครม.ว่า ครั้งนี้จะเป็นการประชุม ครม.ครั้งสุดท้าย แม้ว่าในวันที่ 18 ก.ค.นี้ ศาลโลกจะมีคำวินิจฉัย กรณีทางการกัมพูชาร้องขอให้พิจารณาออก "มาตรการชั่วคราว" เพื่อกดดันให้ฝ่ายไทยถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร แต่ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่จะต้องเรียกประชุม ครม.อีก จากนั้น นายกฯ จึงมอบให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ชี้แจงประเมินแนวทางคำตัดสินของศาลโลกให้ ครม.ทราบ

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายกษิต รายงานว่า แนวทางที่ศาลโลก น่าจะมีคำตัดสินออกมาแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1.ศาลโลกปฏิเสธคำร้องของกัมพูชา 2.ศาลรับคำร้อง โดย 2.1 ให้มีการบังคับใช้โดยให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย ออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร 2.2 บังคับใช้กับไทยฝ่ายเดียว โดยเห็นด้วยกับมูลฟ้องของฝ่ายกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินผลจากการให้ถ้อยแถลงของคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีของ ฝ่ายไทยบอกว่า การให้ถ้อยแถลงของฝ่ายไทยถือว่าสมบูรณ์แบบมาก จะถือเป็นบรรทัดฐานที่ดี สำหรับการตัดสินวินิจฉัย เพราะองค์คณะศาลโลก ถ้าวินิจฉัยไปตามเนื้อผ้าน่า ผลออกมาน่าจะเป็นคุณกับประเทศไทย แต่ถ้ามีเรื่องการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะไม่เป็นคุณกับฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดการณ์ว่า องค์คณะศาลโลกจำนวน 15 คน ล้วนแล้วแต่เป็นนักกฎหมายระดับโลกทั้งนั้น จึงน่าจะตัดสินไปตามเนื้อผ้า ขณะที่สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อสู้คดีประสาทพระวิหาร



"กษิต"ลัดฟ้าฟังคำสั่งศาลโลกกรณีกัมพูชาร้องคุ้มครองชั่วคราว"พระวิหาร"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2554 12:31 น.

       นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวก่อนเดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่าเตรียมตัวหารือกับคณะที่ปรึกษา และนักกฎหมาย เพื่อซักซ้อมกรณีอาจจะต้องปฏิเสธคำร้องขอของกัมพูชา หรือการให้การ หรือการโต้แย้งใดๆ ที่จะเกิดขึ้นบนเวทีศาลโลก ซึ่งเชื่อว่าคณะผู้พิพากษาศาลโลก ทั้ง 15 ชาติ จะรับไปพิจารณาด้วยหลักการแห่งเหตุผลและกฎหมาย ส่วนเอกสารเพิ่มเติมที่เตรียมไปในครั้งนี้ เป็นเอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะกันบริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งยังคงยืนยันข้อเท็จจริงมาตลอดว่า ไทยถูกรุกรานก่อน เพราะกัมพูชาต้องการใช้เหตุปะทะครั้งนี้นำเสนอสหประชาชาติ เพื่อขอความเห็นใจจากคณะกรรมการมรดกโลก ในที่สุดส่งเรื่องเหตุปะทะนี้ไปที่ศาลโลก ไทยพยายามติดต่อรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา และอินโดนีเซียมาโดยตลอด เพื่อให้เกิดการเจรจาตามกรอบข้อตกลงปี 2543 และกรอบการเจรจาเจบีซี จีบีซี จนกระทั่งถึงวันนี้ที่รัฐบาลกัมพูชายังคงยืนกรานปฏิเสธจะเจรจากับไทยตามกรอบ การเจรจาต่างๆ ที่มีอยู่ แต่จากคำแถลงของผู้นำกัมพูชา หลังประกาศผลการเลือกตั้ง ที่ระบุว่า จะเป็นมิตร และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลใหม่ นายกษิตเห็นว่า เป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลไทยคงต้องดำเนินนโยบายระหว่างประเทศอย่างอดทน และไม่นำกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารมาเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ด้านอื่น เช่น การปิดชายแดน หรือการทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนต้องเดือดร้อน

ฮอร์ นัมฮง เต้น ถูกวิกิลีกส์ แฉ คุมคุกเขมรแดง


Pic_186683 ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ฉุน ถูกเว็บไซต์วิกิลีกส์ แฉ มีเอี่ยวคุมคุกเขมรแดง...

สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ15ก.ค.ว่า นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เชิญตัวนายเจฟฟ์ ไดเกิล อุปทูตสหรัฐฯในกรุงพนมเปญ เข้ารับคำประท้วงอย่างเป็นทางการ หลังเว็บไซต์จอมแฉวิกิลีกส์นำข้อมูลลับทางการทูตของสหรัฐฯ ออกเผยแพร่ในสัปดาห์นี้

โดยระบุว่า นายฮอร์ นัมฮง เป็นอดีตหัวหน้าเรือนจำแห่งหนึ่งในยุคเขมรแดงเรืองอำนาจและยังเป็นเพื่อน สมัยเรียนกับเอียง สารี อดีต รมว.ต่างประเทศของเขมรแดง ซึ่งขณะนี้กำลังถูกไต่สวนคดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย

โดยนายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนหน้านี้ฮอร์ นัมฮง ยืนยันมาตลอดว่าเขาและครอบครัวเป็นนักโทษที่ค่ายของเขมรแดง และเคยฟ้องชนะคดีผู้กล่าวหาเขาในเรื่องนี้มาแล้ว

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง