บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

การทูตแปลกประหลาด ระหว่างไทยกับกัมพูชา


ความขัดแย้ง ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ระดับย่ำแย่ที่สุด

 นับ ตั้งแต่สิ้นยุคสงครามเย็น เนื่องจากมีการปะทะด้วยกำลังทหารจนทำให้มีการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่เพียงแค่ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลเท่านั้นที่เลวร้ายลง ความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่บรรดานักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาค ต่างก็เป็นห่วงว่ารอยแผลในครั้งนี้บาดลึก ต้องใช้เวลาในการเยียวยาหลายสิบปี
 สาเหตุของความขัดแย้งถือว่าค่อนข้างซับซ้อนอย่างมาก จึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยปัจจัยหนึ่งปัจจัยเดียว หากได้ติดตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เราจะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจากการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ อย่างแยกไม่ออก แต่เรื่องอันแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขึ้นมาบริหารประเทศ ความขัดแย้งที่มีแนวโน้มว่าจะไปไกลถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็สงบลงอย่างคาดไม่ถึง ประหนึ่งว่าทั้งสองประเทศไม่มีความขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้เลย
 แน่นอนว่า นักวิเคราะห์การเมืองต่างให้น้ำหนักไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีบทบาทอย่างมากที่ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดลง เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และนักการเมืองในพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมือง ฝ่ายกัมพูชา ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีเหมือนเดิม และเชื่อว่าความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะเป็นไปด้วยดีตลอดอายุ รัฐบาล
 ดังนั้น หากติดตามความเคลื่อนไหวและท่าทีของนักการเมืองฝ่ายไทย ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล เช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีมากต่อกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีจะมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างนักการเมืองของทั้งสองประเทศในช่วง ที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา และในช่วงเวลานั้นก็มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาที่กัมพูชาด้วย  แต่ความสัมพันธ์เช่นนี้ในสายตาคนนอกอาจเห็นว่าค่อนข้างประหลาดอยู่มาก
 เราไม่รู้ว่า ฝ่ายกัมพูชาจะมองความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้อย่างไร กัมพูชาอาจกำลังหาประโยชน์ในบางด้านจากความขัดแย้งทางการเมืองในไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่มองได้หลายด้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะประเมินอย่างไร แต่ในฝ่ายไทยนั้น เท่าที่ติดตามจากท่าทีแสดงให้เห็นว่าเป็นการน้ำจิตใจน้ำใจในฐานะมิตรที่ดี ต่อกัน โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างไร หากทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นไปด้วยดี แต่ก็ควรตระหนักว่านี่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องการแสดงถึงมิตรไมตรีกันแบบไทยๆ 
 อันที่จริง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มีรูปแบบและขั้นตอนที่กล่าวได้ว่าเป็นไปตามกติกาสากล เรามีองค์กรที่เป็นทางการมากมายในปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งระดับรัฐบาลและเอกชน แต่เราไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีไปเยือน กัมพูชาจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อจากนี้คงแปลกประหลาด อย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดีและเลว ตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ราวกับประหนึ่งว่ากัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภายในของไทย



โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง