จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Search

กำลังโหลด...
บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

บทวิเคราะห์เบื้องต้น บันทึกการประชุม JBC ๓ ฉบับ

บทวิเคราะห์เบื้องต้น  บันทึกการประชุม JBC  ๓ ฉบับ
เทพมนตรี  ลิมปพยอม

บทนำ

           หนึ่งร้อยกับอีกห้าหน้าของรายงานเอกสาร เรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  (Joint  Boundary   Commission-JBC )  ที่จะนำเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา  เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบบันทึกการประชุม ๓ ฉบับ  อันได้แก่

     ๑. บันทึกการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่เมืองเสียมราษฎ์ เมื่อวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน  ๒๕๕๑
     ๒.บันทึกการประชุม JBC ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๒        
     ๓. บันทึกการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญ  เมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒

          ท่ามกลางปัญหาที่ยังคาราคาซังเกี่ยวกับกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก  พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร (๔.๖ ตร.กม.) และปัญหาสภาพบังคับใช้ระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ (ค.ศ.๒๐๐๐ หรือ MOU ๔๓/๒๐๐๐)
    
          เมื่อได้ทำการศึกษารายงานเอกสารดังกล่าวนี้โดยละเอียดแล้วพบว่า  บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับมีเนื้อหาสาระที่จะมุ่งพิจารณาพื้นที่ที่อยู่ในอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร  และมีนัยยะสำคัญสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน กล่าวคืออำนาจของJBC สามารถดำเนินการเกี่ยวข้องกับเขตแดนได้อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จภายในคณะกรรมการได้     และโดยพื้นที่ตอนที่ ๖ คือตอนที่เกี่ยวกับ “ภูมะเขือ” “ปราสาทพระวิหาร”และ”สัตตะโสม” มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตและขัดต่อการกำหนดเส้นเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ ตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ ซึ่งมีการปักปันเสร็จสิ้นไปแล้วภายใต้คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน ชุดที่ ๑  (หม่อมชาติ+แบร์นารด์) และ อาจทำให้ข้อสงวนสิทธิ์ที่เคยมีมาแต่เดิม ตามที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก และได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์ในการท้วงคืนปราสาทพระวิหารคืนในอนาคตเอาไว้ 

          กรณีปราสาทพระวิหารภายหลังการตัดสินของศาลโลก  (ไทยได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกคืนตัวปราสาทหากมีการค้นพบหลักฐานหรือข้อมูลทางวิชาการใหม่)     นักวิชาการ และประชาชนที่ติดตามกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร จึงขอนำเสนอบทวิเคราะห์ บันทึกข้อตกลง ๓ ฉบับนี้ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำไปสู่หนทางการแก้ไขปัญหาและไม่ตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบกับเงื่อนไขที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันหรือส่งผลไปสู่อนาคต

            อนึ่งในหน้าที่ ๑ ของรายงานเอกสารฯฉบับนี้ ได้กล่าวเกริ่นนำเรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  (Joint  Boundary   Commission-JBC )  มีถ้อยคำที่ไปสอดคล้องกับการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๓๓ ที่เมื่อ เซบิย่า ประเทศสเปนดังนี้   “ทั้งนี้ บันทึกการประชุมทั้งสามฉบับที่ลงนามแล้วนี้  ยังไม่มีผลจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะยืนยันผ่านช่องทางการทูตว่าได้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายภายในครบถ้วนแล้ว”  มติของคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบิย่า ประเทศสเปน   ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่า คณะกรรมการมรดกโลก หรือศูนย์กลางมรดกโลก (WHC) สนใจต่อผลการประชุมทั้งสามฉบับ เฉพาะฉบับที่ ๒และฉบับที่ ๓  พร้อมร่างข้อตกลงชั่วคราว ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยเรื่องปัญหาชายแดนในพื้นที่ (ไทย-ปราสาท (กัมพูชา-ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ (พระวิหารในภาษาไทย)

            ในเบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่า    มีการหารือเรื่องร่างข้อตกลงซึ่งถูกบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ “เรื่องพิจารณา” (ในภาคผนวก  ๕ หน้า ๑๐๒)  ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายไทยเห็นด้วยว่าในพื้นที่อาณาบริเวณดังกล่าวไม่ใช่เป็นของฝ่ายไทยหรือแผ่นดินไทย หากแต่เป็นดินแดนที่เกิดการพิพาท  (ทั้งๆที่ภายหลังคำตัดสินของศาลโลก ฝ่ายไทยยังยืนยันความเป็นเจ้าของมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนในอาณาบริเวณนี้ ยกเว้นตัวปราสาทที่ต้องปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลก ส่วนพื้นที่พิพาทฝ่ายไทยยืนยันว่าคือพื้นดินที่รองรับตัวปราสาท และยังมีหลักฐานจากบทสัมภาษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และการเสด็จพระดำเนินของกษัตริย์ นโรดม สีหนุ ที่นำคณะรัฐบาลและบุคคลสำคัญชาวกัมพูชา  ประชาชนและสื่อมวลชนขึ้นมาชักธงกัมพูชาขึ้นสู่ยอดเสาในตัวปราสาทพระวิหาร)  ในขนาดที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ตรงบริเวณปราสาทพระวิหารคือดินแดนของกัมพูชา ตามแผนที่มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐  อันปรากฏอยู่ใน MOU 43 และTOR 46

              อีกประการหนึ่งที่จะต้องชี้ให้เห็นก็คือ  มรดกโลกและยูเนสโกต่างเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกของ JBC และร่างข้อตกลงชั่วคราวฯดังกล่าว เพื่อให้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชามีความสมบูรณ์จึงออกเป็นมติไว้ในการประชุมครั้งที่ ๓๓  ทั้งๆที่ มรดกโลกและยูเนสโกไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปักปันเขตแดนของทั้งสองประเทศ  รวมไปถึงการชักชวนให้ไทยซึ่งรู้ว่ากำลังมีปัญหาเรื่องเขตแดนนี้ เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน ๑ ใน๗ ชาติเพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร  (นัยยะตรงนี้หมายความว่า ไทยจะยินดียกดินแดนในบริเวณนี้ให้กัมพูชาครอบครองและเป็นเจ้าของมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว)

              นอกจากนี้ ในการเกริ่นนำของกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศจึงปรากฏถ้อยคำที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวฯฉบับล่าสุดไว้ในบันทึกการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ (หน้า ๑)   ซึ่งเป็นร่างข้อตกลงที่เป็นอันตรายและสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน  โดยอาจนำไปสู่ปัญหาที่ยุ่งยากต่อการสำรวจและตรวจสอบหลักเขตแดนที่ได้กระทำไปเรียบร้อยจบสิ้นแล้ว โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและแนวเขตแดนจากช่องบกมาจนถึงช่องสะงำซึ่งได้ดำเนินการปักปันไปแล้วกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้สนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๔ โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีนชุดที่ ๑

               การเกริ่นนำ ของกองเขตแดนในข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นการรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในหลายประเด็นซึ่งมีทั้งหมด ๗ ข้อ    ข้อที่น่าจะเป็นอันตรายในระดับต้นๆคือ ข้อที่ ๕.๓ , ๕.๔และ๕.๕  (หน้า ๒) กล่าวคือ

                       ในข้อที่ ๕.๓และ๕.๔    เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องพื้นที่ที่กัมพูชาจะนำไปขึ้นทะเบียนโดยสมบูรณ์ (คือบริเวณบางส่วนระหว่างหลักเขตที่ ๑ ถึง เขาสัตตะโสม)  ซึ่งโดยหลักการแล้วควรดำเนินการไปสำรวจแนวของสันปันน้ำที่เคยปักปันไปแล้วตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ชุดที่ ๑ ซึ่งถ้าฝ่ายไทยยืนยันตามหลักฐานเอกสารที่ถูกต้องเสียก่อน แต่ทำไมจึงต้องไปเริ่มต้นกันใหม่

                        ข้อ ๕.๕ ไม่ควรเน้นเฉพาะพื้นที่ตอนที่ ๖ สำหรับประเด็นหารือทางข้อกฎหมายควรดำเนินการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  การเลือกเฉพาะพื้นที่ตอนที่ ๖ แสดงให้เห็นว่าเป็นความตั้งใจที่จะเห็นด้วยกับกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้สมบูรณ์โดยเร็ว  (ตามมติมรดกโลกครั้งที่ ๓๓) ในทางกลับกันหากฝ่ายไทยต้องการยืดเยื้อก็สมควรให้พิจารณาเรื่องข้อกฎหมายและเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรกก่อนที่จะให้กรรมาธิการเทคนิคร่วมลงมือดำเนินการสำรวจฯ

                         ในข้อที่ ๕.๖ เรื่องความเห็นชอบให้มีการประชุม JBC สมัยวิสามัญเพื่อหารือประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่สำรวจตอนที่ ๖ ... (หน้า ๒)  ซึ่งในแง่ของนักวิชาการ และภาคประชาชน  กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศและตัวประธาน JBC  ของไทยยังมีความเห็นแย้งกันอยู่อย่างมากและหลายประเด็น  โดยเฉพาะการตีความคำพิพากษาที่เห็นตรงกันข้าม  การอ่านบันทึกวาจา  หรือแม้แต่ทัศนคติที่เลือกข้าง  ดังเห็นได้จากการที่ประธาน JBC ฝ่ายไทยไปให้คำชี้แจงในวาระต่างๆทั้งๆที่ในคณะกรรมาธิการทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีทัศนคติที่เห็นด้วยกับฝ่ายกัมพูชาและการตีความคำตัดสินของศาลโลกเข้าข้างฝ่ายกัมพูชา โดยขาดพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร  ด้วยเหตุนี้จึงน่าที่จะนำประเด็นดังกล่าวมาร่วมกันปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางก่อนจะดำเนินการไปเจรจา


๑.  บทวิเคราะห์ : บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ
     ณ เมืองเสียมราฐ  วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

             บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ มีข้อน่าสังเกตว่า  การดำเนินการของJBC พยายามที่จะไปรองรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก  อาทิ  เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ซึ่งภายหลังจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ๒ สัปดาห์ และการประชุมอีกครั้งในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๑  โดยมีคำสั่งให้ชุดสำรวจร่วม JST ระงับภารกิจประจำทันทีแล้วย้ายไปยังพื้นที่ตอนที่ ๖   (เขาสัตตะโสม/พนมเสทิสมถึงหลักเขตแดนที่ ๑)  (หน้า ๒๐)  ซึ่งอยู่อาณาบริเวณปราสาทพระวิหารและเป็นพื้นที่เป้าหมายของกัมพูชาในการที่นำไปจะผนวกเพื่อให้การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทมีความสมบูรณ์สอดรับกับมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๑และต่อมาครั้งที่ ๓๒ และ๓๓   รวมทั้งยังได้พิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราวฯฉบับแรก  (หน้าที่ ๒๑)  ที่ต่อมามีพัฒนาการมาอีก ๒ ครั้งตามบันทึกการประชุม   นอกจากนี้ยังมี  คำปราศรัย  (หน้า ๒๕) โดยฯพณฯนายวศิน ธีรเวชญาณ  กล่าวว่า “แน่นอนว่าปัญหาที่เราได้รับมอบหมายให้แก้ไขนั้นมีความสลับซับซ้อนและสำคัญยิ่ง  แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งผมมั่นใจว่าในท้ายที่สุดทั้ง ๒ ฝ่ายจะสามารถหาทางแก้ไขปัญหาที่น่าพอใจบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศได้  (อ้างอิงต้นร่างMOU43 หนังสือวันที่๙,๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและบันทึกข้อความของอ.วรากรณ์ ที่มีไปถึงนายชวน หลีกภัย  นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น)  
            
              คำปราศรัยของนายวศินได้ทำการเสนอแผนการทำงานของJBC ในสองประเด็น

             ประเด็นแรก  ได้ทำการเร่งรัดประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารและเน้นว่า “ผมขอแนะนำให้พิจารณาพื้นที่ตอนนี้ กล่าวคือ ตอนที่ ๖ โดยเฉพาะปราสาทเป็นอันดับแรก”   (น่าประหลาดใจและขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ในการวิจารณ์ภายหลัง)

              ประเด็นที่สอง  นายวศิน พยายามพูดถึงข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ JBC มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการเตรียมพื้นที่รอบปราสาทให้อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการสำรวจร่วม (ดูเหมือนอยากได้อำนาจการตัดสินใจเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นพิเศษเพื่อจะได้ใช้อำนาจนั้นในการตีความอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔  และเมื่อตีความแล้ว นำกลับเข้าสู่สภาก็ถือว่ามีผลบริบูรณ์ในเรื่องดินแดน ได้หรือเสีย อันนี้ต้องตั้งคำถาม)   ในตอนท้ายของคำปราศรัย  มีถ้อยคำที่สุ่มเสี่ยงต่อความเข้าใจในเรื่องการปักปันเขตแดนที่ปักปันเสร็จสิ้นไปแล้ว   ดังนี้ “ เพื่อบรรลุทางแก้ไขปัญหาที่น่าพอใจสำหรับการปักปันและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศของเรา” (หน้า๒๖) (ซึ่งทำให้มองเห็นว่าการปราศรัยใหม่อีกครั้งหนี่งในนามประธาน JBC (ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิค) โดยมีความหมายและสอดรับกับคำกล่าวที่ว่าถ้าร่างข้อตกลงนี้แล้วเสร็จ เขาจะมีอำนาจตัดสินใจในการเตรียมพื้นที่)  อนึ่ง  บริเวณปราสาทพระวิหารมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๓ หน่วยงาน คือ ๑.กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ประกาศกฎอัยการศึก  ๒.กรมศิลปากร มี พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุฯ เพราะขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้แล้ว  ยังไม่มีการถอนทะเบียน  ๓. อุทยานแห่งชาติ ที่ถือ พ.ร.บ.อุทยานฯ และประกาศเขตอุทยานแห่งชาติปราสาทพระวิหารไปแล้ว       แต่ ๓ หน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้  โดยเฉพาะไม่เคยนำไปใช้กับชาวกัมพูชา แต่ใช้กับประชาชนคนไทยได้  (เพราะมี JBC อยู่ตาม TOR๔๖ และตาม MOU43)

                ส่วนคำปราศรัยของ ฯ พณฯวาร์ คิม ฮง ประธาน JBC กัมพูชาซึ่งมีหลายเรื่องหลายตอนเป็นทั้งข้อน่าสังเกตและการวิเคราะห์ ดังนี้

                   ๑. วาร์คิมฮง เน้นเรื่อง การปฏิบัติตามข้อ ๕ ของMOU๔๓   แต่ต่อมาภายหลังฝ่ายกัมพูชากลับไปละเมิดอย่างหนักเสียเอง  จนเกิดสภาพการรุกล้ำดินแดนเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด และบันทึกการประชุมทั้งสามฉบับไม่มีถ้อยคำของฝ่ายไทยที่ทักท้วงการกระทำของฝ่ายกัมพูชา หลุดออกมาจากปากของ ฯพณฯวศิน ธีรเวชญาณเลย  วาร์คิมฮงยังย้ำเรื่องการหาหลักเขตที่ ๗๓ ที่แท้จริงโดยมีถ้อยคำในบันทึกว่า “คณะเทคนิคร่วมมีแผนที่จะค้นหาตำแหน่งที่ตั้งที่ถูกต้องของหลักเขตแดนที่ ๗๓ ที่จามเยี่ยม (Cham Yeam)  เกาะกง” (หน้า๒๘)
                 อนึ่งวิธีการปราศรัยของวาร์ คิม ฮง ยังแสดงให้เห็นถึงการอ้างอิงเอกสารหลักฐานต่างๆ ในสำนวนภาษาทางกฎหมายซึ่งอาจมีผลประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา

                    ๒. เรื่องที่ยอมรับไม่ได้และบันทึกการประชุมฉบับนี้เราเสียเปรียบคือเรื่องที่วาร์ คิม ฮง กล่าวว่า “ ในช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ รวมถึงปัจจุบัน  เพื่อนชาวไทยได้ส่งกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่ชายแดนและในบางโอกาสกำลังเหล่านี้ได้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา  อย่างไรก็ตามกัมพูชายึดมั่นที่จะใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและฉัตรมิตร”  ข้อความนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่า ประธาน JBC ฝ่ายไทยไม่ทักท้วง  เพราะไม่เป็นความจริง  การรบกัน ณ บริเวณภูมะเขือซึ่งอยู่ในเขตไทยเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ อันนี้เป็นดินแดนของไทยแต่กลับปล่อยให้ วาร์คิม ฮง บันทึกไว้ในรายงานการประชุมฉบับนี้ได้    สอดคล้องกับการที่กัมพูชาได้รายงานสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมติ คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ที่เมืองเซบิย่า ประเทศสเปน และคณะกรรมการฯยังอนุมัติเงินช่วยเหลือจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันเป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ  เพราะฝ่ายไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนกัมพูชา   นอกจากนี้ฝ่ายกัมพูชายังรายงานถึงการรุกล้ำดินแดนในจุดอื่นๆของฝ่ายไทยอีกด้วย     วาร์ คิม ฮง ยังเรียกร้องให้ฝ่ายไทยทำตามกลไกของJBC สอดรับกับคำปราศรัยของนายวศิน ธีรเวชญาณ และที่สำคัญนายวศิน ธีรเวชญาณไม่เคยกล่าวถึงการรุกล้ำอธิปไตยของไทยจากทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารและภูมะเขือเลย              

                        ฝ่ายกัมพูชายังพยายามเร่งรัดให้ฝ่ายไทย “รับรองและยอมรับบันทึกการประชุมทุกฉบับของคณะเทคนิคร่วมเกี่ยวกับการค้นหาตำแหน่งที่ถูกต้องของหลักเขตแดนเก่า เพื่อให้บันทึกการประชุมเหล่านั้นสามารถได้รับการลงนามโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”  (เป้าหมายคือเคลื่อนหลักที่ ๗๓ โดยใช้บันทึกวาจา)

บทวิเคราะห์ : บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา   ครั้งที่ ๔
                      ณ กรุงเทพมหานคร  วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

             ๑.ให้ชุดสำรวจร่วมที่มีอยู่ปฏิบัติงานจากหลักเขตแดนที่ ๑  ไปทางทิศตะวันออกถึงเขาสัตตะโสม/พนมเสทิสม หรือบริเวณปราสาทพระวิหารและให้จัดตั้งชุดสำรวจอีกชุดหนึ่งเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่ตอนที่ ๕ จากหลักเขตที่ ๑ ไปทางทิศตะวันตกถึงหลักเขตแดนที่ ๒๓ (หน้า๕๔)
    ข้อสังเกต  พยายามเร่งรัดดำเนินการจนเป็นที่ผิดสังเกต  การประชุม ๒ ครั้งเน้นไปที่พื้นที่ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นความต้องการของฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องร่างข้อตกลงชั่วคราวกันต่อ

            ๒.คำปราศรัยของ ฯพณฯวศิน ธีรเวชญาณในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก แต่ยังย้ำเรื่องที่ต้องการเร่งงานเดิมที่ค้างอยู่ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น   แต่สำหรับคำปราศรัยของวาร์ คิม ฮง  มีถ้อยคำที่ไม่ควรยอมรับให้มีการบันทึก  “ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ การละเมิดมาตรา ๕ ของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา (MOU) พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยทหารไทยในพื้นที่ดงรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทพระวิหาร  ปราสาทตาเมือน ปราสาทตากราเบ็ย ฯลฯ ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ประเด็นยังคงค้างอยู่  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายังยึดมั่นที่จะอดกลั้นที่สุดเพื่อให้มีการแก้ไจปัญหาโดยสันติวิธีและฉันมิตร” (หน้า๖๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นวาร์ คิม ฮง ต้องการบันทึกถ้อยคำของฝ่ายกัมพูชาเอาไว้เป็นหลักฐานโดยการกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน  ที่น่าสังเกตคือ  ฯพณฯวศิน  กลับนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ในท้ายคำปราศรัยของวาร์คิม ฮง ยังเน้นให้เคารพบันทึกความเข้าใจฯ MOU๔๓   ซึ่งต่อมาภายหลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามารุกล้ำดินแดนไทยและละเมิดข้อตกลง มาตรา ๕ นอกจากนี้ยังเริ่มที่จะเน้น TOR ๔๖
 
๓.  บทวิเคราะห์ : บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ
                             ณ กรุงพนมเปญ  วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒

               ในหน้า ๘๓-๘๕  เป็นคำกล่าวปราศรัยของฯพณฯวาร์ คิม ฮง ซึ่งเป็นภาษาเขมร แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยอมแปลตรงตามข้อความ บันทึกการประชุมฉบับนี้ถือว่าเป็นบันทึกการประชุมที่สำคัญที่สุด อาจถือได้ว่าเป็นบทสรุปของการประชุมที่แล้วมา ๒ ครั้งก็เป็นได้  ที่น่าสนใจก็คือระเบียบวาระการประชุมคราวนี้มีเรื่องที่จะต้อง”พิจารณา” นั่นก็คือ 3.1 หารือเรื่องร่างข้อตกลงชั่วคราว   มีข้อน่าสังเกตที่ควรจดจำไว้ดังนี้

                   ในข้อที่ ๗ (หน้า๙๒) มีถ้อยคำในบันทึกการประชุมครั้งนี้ว่า “ทั้งสองฝ่ายได้ยุติในข้อบทของบันทึกการประชุม (ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา)  และได้รับการลงนามแล้วโดยประธานร่วม โดยต้องได้รับการยืนยันผ่านทางช่องทางการทูตว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายในของแต่ละฝ่ายที่กำหนดไว้สำหรับการมีผลบังคับใช้บันทึกการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว”   จะเห็นได้ว่าJBC ทั้งสองประเทศพยายามรวบรัด ในการที่จะต้องพิจารณาเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายไทยที่จะต้องตระหนักถึงปัญหาการยอมรับว่าทหารไทยได้รุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลไม่แต่จะทำให้บันทึกรายงานการประชุมเป็นคุณเฉพาะกัมพูชาเท่านั้น   หากแต่สิ่งที่กัมพูชากล่าวหาฝ่ายไทยก็เป็นจริงตามนั้นด้วยโดยที่ไทยมิได้ปฏิเสธ  หรือมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ซึ่งกล่าวถึงการที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา จนในที่สุดคณะกรรมการมรดกโลกโดยการแทรกแซงของฝรั่งเศสได้สนับสนุนงบประมาณซ้อมแซมสถานที่ที่ถูกทหารไทยยิงถล่มไป  เช่นตลาด และบ้านเรือนทหารซึ่งแท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนประเทศไทย

                   ข้อที่ ๑๕ (หน้า๙๓)  ว่าด้วยเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ตอนที่ ๕และ๖  มีการเร่งรัดให้ดำเนินการในพื้นที่ปราสาทพระวิหารซึ่งต่อมาภายหลังเราก็ทราบดีว่า ฝ่ายไทยเห็นชอบที่กัมพูชาจะเร่งรัดในการดำเนินงานและกำหนดว่าจะต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒   ตรงจุดนี้ก็เพื่อจะได้ทันต่อการนำเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการมรดกโลก

                   สำหรับเรื่องการกล่าวคำปราศรัยของ ฯพณฯวศิน  ธีรเวชญาณ มีถ้อยคำที่มีข้อน่าสังเกตอย่างมาก ความว่า “ การจัดการประชุมในวันนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมครั้งก่อนพียง ๒ เดือน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องเขตแดนในพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหารและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกตลอดแนวเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง......และเราจะได้สรุปร่างข้อตกลงชั่วคราวในพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร  เมื่อสำเร็จแล้วจะได้มีการลงนามบันทึกการประชุมทั้งสองครั้งที่ผ่านมาที่จัดขึ้นที่เมืองเสียมราฐและกรุงเทพฯซึ่งจำให้เราดำเนินการตามสิ่งต่างๆที่เราได้เห็นชอบร่วมกัน”  น่าเสียดายที่ประธานJBC  ไม่พูดถึงเรื่องการรุกล้ำของทหารไทยที่ถูกฝ่ายกัมพูชากล่าวหา  และรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบของเรา และการผลักดันเขมรออกจากพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร  ในการปราศรัยตอนท้ายๆของการประชุม (หน้า๑๐๐)  ฯพณฯวศิน  ยังแสดงทีท่าว่าการดำรงไว้ซึ่ง ”สันติระหว่างประเทศและเพื่อที่จะให้การปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาด้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว”  ท่าทีเช่นนี้มีความหมายว่า ฝ่ายไทยจะไม่ใช้กำลังกับฝ่ายกัมพูชา   (หน้า ๑๐๐)

                ในความเห็นส่วนตัวของ กระผมนายเทพมนตรี  ลิมปพยอม ในฐานะ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการชุดนี้ จึงขอแสดงทัศนะส่วนตัวว่าถ้าร่างข้อตกลงฉบับนี้กับบันทึกการประชุมผ่านรัฐสภา เราจะสูญเสียดินแดนและ อธิปไตย และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ได้เลย
                 
                  อนึ่งจากการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน  ผมมีความห่วงใหญ่ต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารและเขตแดนของสองประเทศ  เพราะพบว่า ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบต่อประเทศกัมพูชา  โดยเฉพาะเรื่องอำนาจอธิปไตยและดินแดน   ดังปรากฏเป็นตัวอย่างเช่น พื้นที่บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารที่รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งกองกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกล้ำเข้ามายังดินแดนของไทย  (ซึ่งและดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบในลักษณะนี้ต่อพื้นที่ตามแนวเขตชายแดนด้านอื่นๆด้วย)  และต่อกรณีการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารของประเทศกัมพูชา  ซึ่งยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อจนมาถึงปัจจุบัน
                           ด้วยการตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติถึงหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนในการธำรงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและด้วยความเป็นห่วงใยเรื่องของดินแดน  จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง
                              ๑.  อย่าผ่าน บันทึกการประชุม  JBC   ๓ ฉบับ  ที่ปรากฏในรายการเอกสารเรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา และยกเลิกกรอบการเจรจาที่ผ่านรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม ปีพ.ศ.๒๕๕๑

                              ๒. เสนอให้รัฐบาลดำเนินการหาแนวทางให้มีการถอดถอน ปราสาทพระวิหาร ออกจากบัญชีรายชื่อมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากศูนย์กลางมรดกโลก  คณะกรรมการมรดกโลก  องค์การยูเนสโก

                                ๓.พิจารณายกเลิก บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ (ค.ศ.2000) หรือ MOU43

                                 ๔.ให้รัฐบาลดำเนินการให้ฝ่ายกัมพูชาถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่รอบอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารภายใน ๗ วัน และคืนสภาพแวดล้อมบริเวณบันไดทางขึ้น  ดำเนินการล้อมรั้วลวดหนาม และจัดกำลังทหารไทยออกลาดตะเวนโดยรอบปราสาทพระวิหารและชะง่อนหน้าผา “เปยตาดี”  หรือตลอด “แนวสันปันน้ำ”  อันเป็นดินแดนประเทศไทย  และดำเนินการต่อสหประชาชาติในการใช้ข้อสงวนสิทธิ์ที่ได้ทำไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง